24/09/18 - 21:56 PM


แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - ทนายพร

หน้า: [1] 2 3 ... 18
1
จากที่เล่ามา ผู้ถามน่าจะมีอายุ 56 ปี และถูกเลิกจ้างก่อนจะครบเกษียณอายุ ก็เลยรู้สึกว่า "เฮ้ย..ทำงี้กับข้าได้งัยว่ะ..ทำงานมาตั้งนาน ไม่เห็นคุณค่ารึงัย..."อารมณ์คงประมาณนี้ อิอิ

เข้าเรื่องเลยทนาย..ฮา

เอาเป็นว่า ที่ถามมาว่าจะฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมต่อศาลตามมาตรา ๔๙ (วิ.แรงงาน) แยกออกจากการยื่นคำร้องต่อพนักงาตรวจแรงงาน(คร.7) ให้วินิจฉัยเกี่ยวกับเงินค่าชดเชยตามมาตรา ๑๑๘ และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้่าตาม มาตรา ๑๗ (คุ้มครองแรงงาน) นั้น ได้หรือไม่?  ขอตอบว่า...ได้ครับ

ส่วนที่ถามว่าอยากจะเรียกค่าเสียหายโดยใช้ฐานอายุงานที่เหลืออยู่เป็นเกณฑ์ในการให้ศาลกำหนดค่าเสียหายได้หรือไม่?
ก็ขอตอบว่า ก็บอกและอธิบายต่อศาลได้ครับ แต่ศาลจะฟังหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องนึง.. เพราะการกำหนดค่าเสียหายกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรนั้น พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๔๙ ได้บัญญัติให้สิทธิผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีใช้ดุลพินิจในการกำหนดค่าเสียหายให้ ซึ่งแต่ละเครสก็จะไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงแต่ละคดี หรือเรียกว่าต้องพิจารณาโดยคำนึงถึงอายุของลูกจ้าง ระยะเวลาการทำงานของลูกจ้าง ความเดือดร้อนของลูกจ้างเมื่อถูกเลิกจ้าง มูลเหตุแห่งการเลิกจ้างและเงินค่าชดเชยที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับ ประกอบการพิจารณา

ซึ่งแนวฏีกาที่ผ่านมา ศาลจะคำนวณโดยพิจารณาจากอายุงานที่ลูกจ้างเคยทำมา เช่น ทำงานมา ๒๐ ปี ก็จะได้รับค่าเสียหายเท่ากับค่าจ้างประมาณ ๒๐ เดือน อย่างนี้เป็นต้น

ประมาณนี้ละครับ เพราะอย่างที่บอกว่าการกำหนดค่าเสียหายเป็นดุลพินิจของศาลครับ

ทนายก็ขอให้ผู้ถามได้ค่าเสียหายเยอะๆนะครับ

ทนายพร

2
จากที่อ่านเรื่องราวก็น่าเห็นใจครับ

อยู่กินด้วยกันหวังสร้างอนาคตที่มั่นคงในภายภาคหน้า แต่อย่างว่าละครับ เรื่องของอนาคตมันไม่แน่ไม่นอน ที่แน่นอนคงมีเพียงความตายเท่านั้น เมื่อยังมีชีวิตอยู่ก็แก้ปัญหากันไปทีละเปลาะๆละครับ

และก็เข้าใจว่า ผู้ถามก็รอคำตอบอยู่อย่างกระวนกระวายใจมิใช่น้อย ทนายก็เลยต้องรีบมาตอบให้เผื่อว่าจะช่วยแบ่งเบาความเครียดไปได้บ้างนะครับ

ขอออกตัวก่อนนะครับว่า ปกติถ้ามีทนายความให้ความช่วยเหลือคดีแล้ว ผมจะไม่ก้าวล่วงไปแนะนำหรือเสนอแนะอะไร เพราะถ้าข้อเสนอแนะไม่ตรงกับทนายที่ท่านจ้างมาทำคดี ท่านก็จะรู้สึกหวั่นไหวกับข้อแนะนำครับ เฉกเช่นเดิมท่านมีนาฬิกาอยู่เพียงเรือนเดียว ท่านก็จะมั่นใจว่านาฬิกาของท่านเดินตรง แต่เมื่อท่านมีนาฬิกามาเพิ่มอีกเรือนเป็นสองเรือนท่านก็จะเกิดข้อสงสัยว่าแล้วนาฬิกาเรือนใหนมันเดินตรงล่ะ ก็ประมาณนี้

เอาละ มาดูข้อกฎหมายกันก่อน อันว่าชายกับหญิงอยู่กินด้วยกันโดยจดทะเบียนสมรสต่อนายทะเบียน ถือว่าเป็นสามีภรรยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ทรัพย์สินหรือหนี้สินที่เกิดขึ้นย่อมตกเป็นสินสมรส
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน ทรัพย์ที่เกิดขึ้นถึงเเม้จะไม่เรียกว่าสินสมรส แต่จะเรียกว่าทรัพย์สินร่วม ระหว่างชายกับหญิง หรือเรียกง่ายๆ ว่าทรัพย์ของหุ้นส่วนชีวิตนั่นเองครับ

แต่กรณีที่ถามมา มีการจดทะเบียนสมรสกัน ทรัพย์สินรวมทั้งหนี้สิน ก็ถือว่าเป็นสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๗๔

ดังนั้น ในกรณีนี้วิธีการก็คือต้องมาแจกแจงรายละเอียดก่อนว่า ทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันระหว่างสินสมรส มีอะไรบ้าง ก็ทำรายการไว้

รวมทั้งหนี้สินที่เกิดขึ้นมีหนี้อะไรบ้าง ก็ทำรายการไว้

นอกจากนี้ ก็ต้องแยกทรัพย์ที่เป็นสินส่วนตัวของแต่ละฝ่ายเอาไว้ด้วย หรือเรียกง่ายๆว่า เอาทรัพย์สิน และหนี้สินทั้งหมด มาวางกองแล้วค่อยๆแยกออกทีละรายการ ซึ่งทั้งหมดนี้ ผู้ที่รู้ดีที่สุดก็คือคุณและภรรยาครับ ถ้าเรื่องนี้ข้อเท็จจริงยุติ คดีก็จะง่ายขึ้นครับ แต่ถ้ายังมีข้อโต้แย้งว่า ทรัพย์ใดเป็นทรัพย์ส่วนตัว ทรัพย์ใดเป็นสินสมรส อันนี้ก็จะยุ่งมากมากขึ้น เพราะจะต้องทำการสืบพยานหลักฐานว่าแท้จริงแล้วทรัพย์นั้นอยู่ในสถานะใด

แน่นอนว่า ในการสืบพยานเรียกว่าหาข้อเท็จจริงเพื่อให้ศาลได้วินิจฉัยตัดสินก็จะต้องมีพยานหลักฐานมาประกอบ จะเบิกความลอยๆ ไม่ได้ มันจะไม่มีน้ำหนัก เช่น คุณบอกว่าไปกูธนาคารมา ก็ต้องมีสัญญาเงินกู้มาแสดงต่อศาล หรือบอกว่า เราเป็นคนใช้หนี้มาโดยตลอด ก็ต้องมีหลักฐานการส่งขำระหนี้ ซึ่งขอได้ที่สถาบันการเงินที่เราส่งไป หรือให้ทนายออกหมายเรียกไปกับธนาคารขอรายการเดินบัญชีการชำระเงินก็ได้ อย่างนี้ เป็นต้น

ดังนั้น ในการทำคดีก็ต้องแจ้งทนายความให้ละเอียดว่า มีทรัพย์สินอะไรบ้างที่มีก่อนสมรส มีทรัพย์อะไรบ้างที่เกิดขึ้นหลังการสมรส และมีหนี้สินอะไรบ้างที่มีก่อนสมรส และมีหนี้สินอะไรบ้างที่เกิดขึ้นหลังสมรส แล้วมานั่งประชุมคดีกัน ค่อยๆ คิดเเละหาพยานหลักฐานมาประกอบทุกรายการ หากรายการใหนไม่มีพยานหลักฐานอันนี้ก็ต้องทำใจละครับ ถ้าอีกฝ่ายมีพยานหลักฐานที่ดีกว่า เพราะคดีเเพ่งศาลจะใช้วิธีชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานครับ

หลักการและข้อแนะนำก็มีประมาณนี้ครับ

ขอให้ไกล่เกลี่ยกันได้นะครับ ให้กำลังใจครับ

ทนายพร



3
ขออภัยที่ตอบช้านะครับ งานแน่นจริงๆครับช่วงนี้

เอาเป็นว่าตอบเลยละกัน

จากข้อความที่เล่ามานั้น ยังมีความรู้สึกว่ายังไม่เข้าองค์ประกอบข้อหาหมิ่นประมาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๖ หรือ ๓๒๘ นะครับ
ถ้าจะมีเฉี่ยวบ้างก็ข้อความ "ออกแบบไม่ดี" เท่านั้น แต่ก็ยังไม่ชัดเท่าใหร่
เอาเป็นว่า ข้อหาหมิ่นประมาทนั้น ต้องดูที่ข้อความเป็นหลักว่าข้อความที่อีกฝ่ายกล่าวนั้นเป็นข้อความอะไร และข้อความนั้น บุคคลทั่วไปได้ยินแล้วเข้าใจว่าเราเป็นคนไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ ทำให้เราเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้จึงจะถือว่าเข้าองค์ประกอบของข้อหาหมิ่นประมาทครับ เอาผิดได้ทั้งอาญา (จำคุก) หรือเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่ง(เรียกเงิน) ได้ครับ

ทนายพร

4
เท่าที่อ่านรู้สึกว่าจะโดนจับไม่ใช่ครั้งแรก ประเด็นมันอยู่ตรงนี้ล่ะครับ
นอกจากนี้ เมื่อได้รับความปราณี ศาลให้คุมประพฤติ ก็ไม่ไปรายงานตัว ก็จะทำให้ทัศนคติของศาลต้องพิจารณามากขึ้น จากที่เคยมองว่าควรได้รับการปราณี
ในรอบนี้อาจจะไม่ใช่ก็ได้ เพราะศาลจะมองว่าญาติคุณไม่หลาบจำหรือยังไม่สำนึก
ส่วนจะให้ทนายตอบว่าจะศาลจะตัดสินอย่างไรนั้น ทนายคงตอบแบบชัดๆไม่ได้เพราะทนายไม่ใช่ศาลหรือผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดี
ดังนั้น ในชั้นสืบพยานก็ให้ญาติคุณหรือทนายเอาใบรับรองแพทย์เสนอต่อศาลไปด้วย เผื่อศาลจะเห็นใจไม่จำคุกแล้วส่งไปเข้าค่ายก็ได้นะครับ

เอาเป็นว่าทนายขอให้กำลังใจแล้วกันนะครับ

ทนายพร

5
ตั้งคำถามมา ๓ ข้อ ทนายก็จะตอบให้ทั้ง ๓ ข้อดังนี้ครับ
ถามว่า...
1. ควรฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม+ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการละเมิดทำให้เสียชื่อเสียงต่อศาลแรงงานพร้อมกันไหม หรือควรแยกฟ้องจากกัน (คดีแพ่งใกล้ขาดอายุความ)
ตอบ ก็ควรฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมต่อศาลแรงงาน ส่วนเรื่องละเมิดก็ไปว่ากันที่ศาลแพ่ง แต่เท่าที่อ่านข้อเท็จจริงที่ให้มานั้นก็ยังไม่ชัดนะครับในประเด็นละเมิดหรือทำให้เสียชื่อเสียงครับ หรือหากคิดว่าละเมิดแน่ก็ต้องไปฟ้องที่ศาลแพ่งในเขตอำนาจศาลครับ

2. วิธีการคำนวณค่าเสียหายทั้ง 2 กรณี มีหลักเกณฑ์อย่างไรบ้าง
ตอบ ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม จะเป็นดุลพินิจของผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดี โดยคำนึงองค์ประกอบหลายอย่างตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๔๙ โดยปกติตามแนวคำพิพากษาศาลฏีกาจะกำหนดค่าเสียหายตามอายุงานที่ทำมา ประมาณว่าปีละเดือนครับ
ส่วนค่าเสียหายในทางแพ่งฐานละเมิดตามมาตรา ๔๒๓ นั้น ก็เรียกได้เท่าที่เสียหาย หากคิดว่าเสียหายมากก็เรียกมาก แต่ทั้งนี้ ต้องมีพยานหลักฐานประกอบด้วยนะครับ จะกล่าวอ้างลอยๆโดยไม่มีหลักฐานไม่ได้ ศาลมักจะไม่กำหนดค่าเสียหายให้ ที่สำคัญหากเรียกค่าเสียหายมา ก็ต้องเสียค่าฤชาธรรมเนียมศาลมากด้วยเช่นกันครับ

3. ก่อนตัดสินใจมาทำงานที่บริษัทนี้ลาออกจากที่เดิมมา ทั้งๆ ที่อายุงาน 6 ปี แต่มาที่นี้ 2 ปี โดนเลิกจ้าง ตรงนี้สามารถนำมาคิดเป็นค่าเสียหายได้หรือไม่
ตอบ คิดได้ครับ แต่รวมๆแล้วศาลจะกำหนดค่าเสียหายให้ประมาณ ปีละเดือนอย่างที่บอกละครับ

ตอบให้ทั้งสามข้อแล้ว คงจะเครียร์สำหรับคำถามนะครับ ถ้าสงสัยก็ถามมาได้อีกนะครับ

ทนายพร


6
เป็นหัวข้อที่ Hot จริงๆในสมัยนี้ล่ะครับ

เอาเป็นว่าตอบแบบฟันธงตามที่ถามเลยนะครับ

เนื่องจากแฟนคุณ(แต่เป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของแฟนเก่า) ยังไม่ได้จดทะเบียนหย่ากันสถานะทางกฎหมายก็ยังถือว่าเป็นสามีภรรยากัน เพียงแต่การที่แต่ละฝ่ายแยกกันอยู่นั้น เป็นเพียงเหตุแห่งการฟ้องหย่าได้นั่นเอง

ดังนั้น ถึงแม้ว่าจะแยกกันอยู่หรือแต่ละฝ่ายจะไปมีคนใหม่ ในทางกฎหมายการกระทำของคุณก็ถือว่าอยู่ในสถานะชู้ตามความเข้าใจของคนทั่วไปและกฎหมายละครับ
ซึ่งแน่นอน เมื่อคุณอยู่ในสถานะนี้แล้วก็มีโอกาสที่จะถูกฟ้องได้เช่นกัน ส่วนฟ้องแล้วจะอย่างไรก็ไปว่ากันไป
 
ซึ่งทนายก็มีข้อแนะนำว่า ให้แฟนคุณไปดำเนินการขอหย่าให้เรียบร้อยซะ จะได้สบายใจ หากอีกฝ่ายไม่ยินยอมก็ไปดำเนินการฟ้องหย่าโดยอ้างเหตุแยกกันอยู่ ซึ่งก็ไม่ยากอะไรอีกเหมือนกันครับ

ให้กำลังใจครับ

ทนายพร

7
เข้าเรื่องเลย เวลาน้อยๆ 555+
ถามมาเกี่ยวกับยาเสพติด แต่มิใช่เรื่องของตนเอง แต่เป็นของญาติ เอาเป็นว่าถูกซัดทอด และถูกจับทั้งยาบ้าและไอซ์
สำหรับโทษที่จะได้รับก็ตั้งแต่ ๑๐ ปีขึ้นไปล่ะครับ เพราะจะถือว่าครอบครอง และครอบครองเพื่อจำหน่ายตามข้อสันนิฐานของกฎหมาย
ส่วนการรับสารภาพก็เป็นประโยชน์ต่อญาติคุณเองเพราะศาลก็จะปราณีลดโทษให้กึ่งหนึ่ง จาก ๑๐ ก็จะเหลือ ๕ อย่างนี้เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม โทษที่จะลงนั้น เป็นดุลพินิจของศาลที่จะเป็นผู้กำหนดครับ
หรือหากอยากจะรู้รายละเอียดให้หากฎหมาย "พรบ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.๒๕๒๒" ก็จะได้รู้รายละเอียดมากขึ้นครับ
ขอให้โชคดีครับ
ทนายพร

8
ถาม-ตอบปัญหากฎหมาย / Re: คดียาเสพติดครับ
« เมื่อ: สิงหาคม 09, 2018, 01:24:14 AM »
อัยยะ เอาแบบไม่ติดคุกเลยหราครับ

ก่อนอื่นเพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นท่านอื่น มาดูก่อนว่า ยาอี มันคือยาประเภทใหน?..

ยาอีหรือที่เรียกแบบเต็มยศว่า MDMA หรือ methylenedioxy methamphetamine ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของยาอี มีอีกชื่อหนึ่งคือ “Molly” เป็นยาเสพติดที่ถูกสังเคราะห์ขึ้นมาโดยมนุษย์ ผู้ใดได้เสพ(คือการนำเข้าสู่ร่างกายไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง) มันจะออกฤทธิ์ต่อสารเคมีต่างๆ ในสมอง ทำให้ผู้เสพยาแบบเม็ดหรือแคปซูลจะมีอาการเมายาอยู่ประมาณหลายชั่วโมง
MDMA จะส่งผลต่อสารเคมี 2 ชนิดภายในสมอง คือ เซโรโทนินและนอร์อิพิเนฟริน ทำให้ผู้เสพมีอาการเคลิบเคลิ้ม รู้สึกดี ส่งผลต่ออารมณ์ ความรู้สึกทางเพศ อาการง่วง ความไวต่อความรู้สึกเจ็บปวด และความก้าวร้าว โดยตัวยาจะเพิ่มระดับอารมณ์ของผู้เสพ ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์สุข ทุกข์ หรือโกรธ นอกจากนี้ MDMA อาจยังทำให้ผู้เสพรู้สึกกระตือรือร้นมากขึ้น และอาจส่งผลต่อประสาทสัมผัสและระบบการรับรู้ของสมองได้ ยาอีถูกจัดให้เป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 เนื่องจากเป็นยาเสพติดที่มีฤทธิ์รุนแรงและมีอันตรายต่อสุขภาพ ทั้งยังไม่มีประโยชน์ใดๆ ทางการแพทย์ ดังนั้น ผู้ที่ผลิต จำหน่าย ครอบครอง และเสพ ต้องได้รับโทษทางกฎหมายทั้งถูกปรับและจำคุก

ส่วนยาเค หรือ เคตามีนเป็นยาที่ใช้ในทางการแพทย์เพื่อใช้เป็นยาสลบซึ่งออกฤทธิ์เร็ว นำมาใช้ทั้งกับมนุษย์และสัตว์เพื่อการรักษาและการผ่าตัด ยาเคที่เป็นยาเสพติดผิดกฎหมายจะถูกผลิตออกมาในรูปแบบของผงสีขาวหรือสีขาวนวลใช้สูดเข้าทางจมูกหรือใช้ผสมกับใบยาหรือกัญชาเพื่อสูบ นอกจากนี้ ยาเคยังถูกนำมาใช้เพื่อก่ออาชญากรรมหรือเพื่อการกระทำชำเราทางเพศโดยการนำไปผสมกับเครื่องดื่มต่างๆ ยาเคถูกจัดให้เป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทประเภท 2 นั่นหมายถึง ยาเคยังสามารถใช้ในทางการแพทย์ได้แต่ต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดโดยแพทย์และต้องใช้โดยผ่านใบสั่งยาจากแพทย์เท่านั้น ดังนั้น ผู้ที่ผลิต ขาย นำเข้า ส่งออก และเสพ ต้องระวางโทษปรับและจำคุก เช่นกัน

ถ้าถามว่าโทษของยาสองตัวนี้ ตัวใหนหนักกว่ากัน ก็ต้องตอบว่า ยาอี เพราะเป็นยาเสพติดประเภทที่ 1


แล้วตามที่ถามมาเพื่อนจะติดคุกป่ะ?

ตอบว่า ไอ้ ุ6+2 ที่ว่าน่ะ เป็นครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือเพียงเสพ หากเป็นเสพ ยาอีก็ จำคุก 6 เดือน ถึง 10 ปีและปรับ 5,000-100,000 บาท
ส่วนยาเค ก็โทษเท่ากัน แต่ถ้าเป็นครอบครองยาอี อันนี้โทษจะหนักขึ้นโดยต้องดูที่ปริมาณสารบริสุทธิ์ (นั่นก็หมายความว่าพนักงานสอบสวนจะต้องส่งยาไปสกัดหาสารบริสุทธิ์เสียก่อนจึงจะทราบได้) คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่ถึง 20 กรัม จำคุก 1-10 ปี และปรับ 10,000-100,000บาท  หากคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 20 กรัมขึ้นไป ถือว่าครอบครองเพื่อจำหน่าย โทษก็จะหนักขึ้นไปอีก
ส่วนยาเค คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่เกิน 100 กรัม จำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 50,000 บาท หากคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 100 กรัม ขึ้นไป ถือว่าครอบครองเพื่อจำหน่าย โทษก็จะหนักขึ้นเหมือนกันครับ

เอาเป็นว่าถ้าเพื่อนผิดจริงก็รับสารภาพแบบแมนๆเลย อาจจะรอลงโทษหากศาลตัดสินไม่เกินห้าปี และไม่เคยต้องโทษมาก่อน แต่ถ้าไม่ได้ทำผิดก็สู้ไปครับ อาจจะรอดหรือติดเต็มก็เป็นได้ครับ

ถามมาสั้นๆ ทนายตอบซะยาว...เอาน่าเพื่อเป็นความรู้ครับ หรือถ้าอยากจะรู้มากกว่านี้ ก็ศึกษาได้ที่ พรบ.ยาเสพติดฯ ครับ

ทนายพร

9
ถาม-ตอบปัญหากฎหมาย / Re: สอบถามเรื่องคดี
« เมื่อ: สิงหาคม 09, 2018, 12:58:21 AM »
ทนายคงตอบฟันธงไปไม่ได้ละครับ เพราะทนายไม่ใช่ผู้พิจารณาคดีหรือศาล แต่ก็จะใช้ประสบการณ์ที่ทำคดีมานานตอบคำถามเพื่อเป็นแนวให้ได้รับทราบนะครับ
ก่อนอื่น ต้องดูก่อนว่าพนักงานอัยพนักงานอัยการบรรยายฟ้องไว้ว่าอย่างไร? ขอให้ลงโทษฐานไม่หลาบจำหรือไม่? หากใช่ก็เรื่องยาวละครับ อาจจะได้ไปพักแต่ก็ไม่นานครับถ้าเป็นครอบครองเพื่อเสพ(คาดว่าจะไม่เกิน ๑๐ หน่วยการใช้) ซึ่งโดยหลักแล้ว หากเป็นข้อหานี้และพนักงานอัยการไม่ขอให้ลงโทษฐานไม่หลาบจำก็มีโอกาศที่จะรอดละครับ เอาเป็นว่าทำใจไว้หน่อยก็ดีครับ

ขอให้โชคดีครับ

ทนายพร

10
ตอบตามที่ถามเลยนะครับ
ตอบข้อ ๑. เมื่ออายุครบอายุเกษียณตามข้อบังคับ (บางแห่งกำหนดอายุเกษียณไม่เท่ากัน อาจจะ ๕๕ หรือ ๖๐ ปี) ถือเป็นการสิ้นสุดสัญญาจ้างเพราะเหตุเกษียณอายุ จึงมีสิทธิ์ได้รับเงินค่าชดเชยตามมาตรา ๑๑๘ ตาม พรบ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ แต่หากไม่ได้กำหนดอายุเกษียณไว้ในข้อบังคับให้ถือว่าลูกจ้างครบอายุเกษียณอายุเมื่อครบ ๖๐ ปี โดยลูกจ้างจะต้องแจ้งเป็นหนังสือให้นายจ้างทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า ๓๐ วันจึงมีสิทธิ์จะได้รับเงินค่าชดเชยเพราะเหตุเกษียณอายุ หากลูกจ้างไม่ได้ทำหนังสือเเจ้งนายจ้างให้ถือว่าเป็นนิติสัมพันธ์ระหว่างนายจ้าง-ลูกจ้าง ยังคงดำเนินต่อไปจนกว่าลูกจ้างจะใช้สิทธิ์หรือลาออกหรือตายไปข้างหนึ่งละครับ

ตอบข้อ ๒.ยังมีสิทธิ์ได้รับเงินชดเชยอยู่ครับ

ตอบข้อ ๓.ถ้าเป็นกรณีอย่างนี้ จะไม่ได้รับเงินค่าชดเชยนะครับ เพราะการสิ้นสุดเกิดจากฝ่ายลูกจ้างที่ขอลาออก ถ้าหากอยากจะได้เงินชดเชยจะต้องทำหนังสือแจ้งนายจ้าง โดยต้องมีข้อความสำคัญที่แสดงว่าจะสงค์จะเกษียณอายุเพื่อขอรับเงินค่าชดเชยครับ

ตอบข้อ ๔. ก็อยู่ที่ลูกจ้างจะตัดสินใจเลยครับ หากเป็นกรณีที่ครบอายุเกษียณแล้วนายจ้างจ่ายค่าชดเชยแล้ว นายจ้างยังจ้างต่อก็ถือว่าโชคดีไปหรือจะทำงานไปเรื่อยๆ เบื่อเมื่อใหร่ก็ทำหนังสือแจ้ง ก็เป็นทางเลือกที่ดีอยู่นะครับ เอาเป็นว่าเอาตามที่คุณพี่สบายใจเลยครับ..อิอิ

ขอให้โชคดีครับ

ทนายพร


11
ถามมาเป็นข้อๆ ก็ตอบเป็นข้อๆ อย่าเสียเวลามาเข้าเรื่องกันเลย

1. การคิดค่าคอมมิชชั่นพนักงาน/เดือน ควรคิดจากยอดขายที่พนักงานแต่ละคนทำได้ตามหลักเกณฑ์ถูกต้องไหมคะ??
ตอบ เงินค่าคอมมิชชั่น คือเงินพิเศษที่นายจ้างตกลงจ่ายเพื่อเป็นแรงจูงใจในการทำงานนอกเหนือจากเงินค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับ อย่างไรก็ตาม เงินค่าคอมมิชชั่น มิใช่เงินที่บังคับให้นายจ้างต้องจ่าย แต่เป็นข้อตกลงระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างจึงถือเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างอย่างหนึ่งที่ทั้งสองฝ่ายจะต้องปฎิบัติ ดังนั้น การที่จะคิดค่าคอมมิชชั่นจากยอดใดนั้นต้องขึ้นอยู่กับข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันครับ

2. การคิดค่าคอมฯ ควรคิดจากยอดที่พนักงานทำได้จำนวณเต็ม หรือต้องหักค่าอะไรไหม อย่างเช่นที่ทำอยู่จะหักค่า ( ค่าเช่าสถานที่ประกอบการ,ค่าน้ำ,ค่าไฟ,ค่าเน็ต,หักเงินที่ต้องจ่ายพนักงานรายเดือนรายวีก,หักค่าแต่งหน้า,หักค่าช่างภาพ,) รายการที่แจ้งหักมาเป็นเพียงคร่าวๆที่หักจากยอดขายเป็นรายจ่ายต่อเดือน และคงเหลือยอดสุทธิเพื่อคิดยอดค่าคอมมิวชั่นให้พนักงาน ???แบบนี้ถูกแล้วใช่ไหมคะ
ตอบ ข้อนี้ก็เป็นไปตามการอธิบายในข้อแรกนะครับ ส่วนที่ถามมาว่าก่อนการนำมาคำนวณต้องนำไปหักนั่น นี่ โน้น และฯลฯ..บร้าๆๆๆ ทนายคิดว่ามันก็เกินไปอยู่นะครับ เอาเป็นว่า ทนายแนะนำว่าจับเข่านั่งปรึกษาหาข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายรับกันได้ดีกว่ามั๊ยครับ มิเช่นนั้น ทำงานไปก็จะไม่สบายใจ และอาจส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจในอนาคตได้นะครับ เอาใจช่วยครับ

3.ทำงานเข้างาน 9:00 เลิกงาน 20:00 ทุกวัน หยุดได้เดือนละ 2 ครั้ง แบบนี้เราทำงานเยอะเกินไปรึเปล่า
ตอบ ถ้าเป็นการทำงานในเวลาทำงานปกติ ก็เยอะไปครับ ถ้ามีการทำงานล่วงเวลาก็ไม่เยอะ ส่วนหยุดเดือนละ ๒ ครั้ง อันนี้ก็น้อยไปหน่อยครับ ไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดครับ เว้นแต่จะเป็นการทำงานในวันหยุดเพิ่มและได้เงินเพิ่มก็สามารถทำได้ครับ

4.ไม่มีสวัสดิการ?
ตอบ อืมมม....ทำงานมานานแล้วหรือยังครับ ทนายแนะนำลองขยับขยายเป็นเจ้าของกิจการเองดีกว่าไหมครับ?

5.ไม่มีประกันสังคม?
ตอบ กฎหมายกำหนดให้นายจ้างที่มีลูกจ้างต้องแจ้งการเป็นผู้ประกันตนต่อสำนักงานประกันสังคม หากนายจ้างใดไม่ปฎิบัติตามกฎหมาย มีโทษทางอาญาและมีโทษปรับค่อนข้างสูงเลยทีเดียว ดังนั้น คุณสามารถตรวจสอบสิทธิได้ที่เว็บไซด์ประกันสังคมครับ

6.สตาทเงินเดือนเพียง 7,000
ตอบ เท่าที่ทนายเคยให้คำปรึกษา กรณีเป็นพนักงานขาย ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานมักจะไม่ได้ใช้คำว่า “พนักงานขาย” แต่มักจะใช้คำว่า “ที่ปรึกษางานขาย” โดยพยายามเลี่ยงคำว่า “ลูกจ้าง” โดยหาช่องว่างเพื่อจะได้ไม่ต้องปฎิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานนั่นเอง เช่น ที่ปรึกษางานขาย (Sale) ของโชว์รูมรถยนต์ต่างๆ ดังนั้น กรณีของคุณที่ถามว่าเงินเดือนเจ็ดพัน โอเครหรือไม่นั้น ก็ต้องกลับไปดูข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเพื่อความชัดเจนนะครับ

ทนายพร

12
ถาม-ตอบปัญหากฎหมาย / Re: ถูกบอกเลิกจ้าง
« เมื่อ: กรกฎาคม 19, 2018, 02:52:06 AM »
สัญญาจ้างแรงงานมีด้วยกันหลายประเภท ทั้งรายวัน รายเดือน ชั่วคราว ฤดูกาล รายชั่วโมง และฯลฯ สุดแท้แต่จะตกลงกัน

แต่ในทางกฎหมาย จะมีสัญญาเพียงสองประเภทคือ สัญญาจ้างแบบ "มีระยะเวลา" กับแบบ "ไม่มีระยะเวลา"

แล้วมันต่างกันตรงใหน?

ขออธิบายอย่างนี้ครับ สัญญาจ้างแบบมีระยะเวลาก็หมายถึง การตกลงทำสัญญาจ้างกันที่มีกำหนดวันเริ่มต้นและวันสิ้นสุดที่เเน่นอน เช่น เริ่มจ้างกันวันที่ ๑ ก.ค.๖๐ ถึงวันที่ ๓๐ มิ.ย.๖๑ เมื่อก่อนหรือถึงกำหนดก็เพียงแต่แจ้งว่าสัญญาจ้างสิ้นสุดแล้ว ไม่ต่อสัญญา กรณีอย่างนี้ก็ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา ๑๑๘ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติค้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑

แต่ถ้าไม่ได้กำหนดระยะเวลาไว้ว่าจะจ้างกันระยะเวลาเท่าใด ให้ถือเป็นสัญญาจ้างที่ไม่กำหนดระยะเวลาจ้าง ซึ่งหากจะเลิกสัญญาจ้างต่อกันก็จะต้องมีการบอกกล่าวล่วงหน้า และต้องจ่ายค่าชดเชยทุกกรณี ยกเว้นกระทำความผิดตามมาตรา ๑๑๙

เอาล่ะ แล้วที่ถามมา เป็นสัญญาจ้างแรงงานแบบมีระยะเวลาหรือแบบไม่มีระยะเวลาล่ะทนาย????

ขอตอบว่า เดิมเป็นสัญญาจ้างแบบมีระยะเวลา แต่เมื่อกาลผ่านไป ได้แปรเปลี่ยนเป็นสัญญาจ้างแบบไม่มีระยะเวลาเสียเเล้ว เพราะตามกฎหมายแล้ว ในการทำสัญญาจ้างกฎหมายไม่ได้บังคับว่าจะต้องทำเป็นหนังสือ สัญญาจ้างสามารถตกลงกันด้วยวาจา เป็นหนังสือ หรือโดยปริยายก็ได้ ซึ่งกรณีของผู้ถามมานี้ ให้ถือว่าเป็นสัญญาจ้างโดยปริยาย กล่าวคือ เมื่อครบกำหนดระยะเวลาแล้ว วันถัดมาลูกจ้างมาทำงานปกติ นายจ้างทราบก็ไม่ได้ว่าอะไรยังคงให้ทำงานต่อไป จึงถือได้ว่านายจ้างตกลงจ้างลูกจ้างทำงานต่อไปโดยไม่มีกำหนดระยะเวลานั่นเอง หากนายจ้างเลิกจ้างก็ต้องมีการบอกกล่าวล่วงหน้า และต้องจ่ายค่าชดเชยตามที่กฎหมายกำหนดด้วยนั่นเอง

ว.๒ ว.๘ นะครับ ทราบแล้วเปลี่ยน...แคว๊กๆๆๆ

ทนายพร



13
โห อ่านเรื่องราวแล้วก็น่าเห็นใจนะครับ
อย่างนี้ครับ กรณีถ้าเป็นการเลิกสัญญาจ้างไม่ว่าจะเป็นการเลิกสัญญาจ้างปกติ (ลาออก,เลิกจ้าง,เกษียณ) ถือเป็นการเลิกจ้างที่นายจ้างจะต้องจ่ายเงินค่าชดเชยตามมาตรา ๑๑๘ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ โดยการจ่ายเงินค่าชดเชยนั้น จะต้องจ่ายภายใน ๗ วัน นับแต่วันที่พ้นสภาพการเป็นลูกจ้างครับ หากเกินระยะเวลาดังกล่าวโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร นายจ้างจะต้องรับผิดชอบดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี และเงินเพิ่มอีกร้อยละ ๑๕ ทุกระยะ ๗ วันครับ

จากคำถาม
ถามว่า แบ่งจ่ายได้มั๊ย?...อืมมม....กฎหมายไม่ได้เขียนห้ามไว้เด็ดขาด เอาเป็นว่าถ้าลูกจ้างยินยอมรับเงินค่าชดเชยแบบแบ่งจ่าย ก็สามารถทำได้ แต่ถ้าลูกจ้างไม่ยอมก็เป็นไปตามข้อกฎหมายด้านบนเลยครับ

ถามต่อว่า ไม่เซ็นต์เอกสารได้มั๊ย? เพราะเงินยังไม่ได้เลย จะให้หนู่เซ็นต์ได้งัย???....นั่นนะซิ เมื่อไม่ได้เงินก็ไม่ต้องไปเซ็นต์ครับ และไม่ต้องกังวลว่าจะไม่ได้เงิน หากนายจ้างไม่จ่ายให้ไปที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด หรือในเขตพื้นที่ ไปเขียนคำร้อง (คร.๗) ต่อพนักงานตรวจแรงงาน ให้มีคำสั่งให้นายจ้างจ่าย ซึ่งพนักงานตรวจแรงงานก็จะใช้เวลาประมาณ ๖๐ วันก็จะมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายแล้วนะครับ และอย่าลืมว่าให้บอกพนักงานตรวจแรงงานไปด้วยว่า ต้องการดอกเบี้ยและเงินเพิ่มตามมาตรา ๙ ด้วยล่ะครับ

เอาเป็นว่า ให้ลองไปคุยกับนายจ้างดูครับว่าจะหาทางออกกันอย่างไร อ่อนมาก็ไม่ไหว ตึงมากก็ไม่ดี ลองหาทางสายกลางที่จะประนีประนอมกันได้ และจากกันด้วยมิตรภาพดีกว่าครับ หากบริษัทมีกำไรก็คงไม่ปิดกิจการ (หรือเปล่า) ดังนั้น ก็ลองประเมินวิเคราะห์ดูว่าช่องทางใดจะได้ประโยชน์มากกว่ากัน แต่ยืนยันฟันธงได้ว่า คุณต้องได้รับเงินค่าชดเชยแน่นอนครับ

อย่างไรก็ตาม ทนายก็เชื่อว่า ทุกวิกฤติย่อมมีโอกาสเสมอ วันข้างหน้าคุณผู้ถามอาจจะได้งานใหม่เป็นผู้บริหารได้เงินเดือนเป็นแสนก็ได้นะครับ

ขอให้โชคดีครับ

ทนายพร


14
ทนายเคยเห็นแต่ไม่เคยลองนะครับ เจ้าบุหรี่ไฟฟ้าเนี๊ยะ แต่เท่าที่เห็นสูบแต่ละทีนี่นึกว่าไฟใหม้ อุแม้เจ้า ทำใมควันมันมากมายมหาศาลเช่นนี้....เจอทีใรอยากจะยกถังดับเพลิงไปดับซะจริงเชียว..ฮา

เอาล่ะ..มาเข้าเรื่องเลย

ไม่ว่าบุหรี่ไฟฟ้า หรือ บารากุ ขณะนี้ถ้าใครนำเข้ามาหรือมีไว้เพื่อจำหน่าย มีความผิดนะครับ และโทษค่อนข้างสูงเลยทีเดียว

ซึ่งโทษก็เป็นไปตามที่คุณ PaaN Kanchanadith ได้ให้ข้อมูลไว้เลยครับ

ทนายพร

15
ทนายมาตอบแล้วคร๊าบบ...

สำหรับคำถามนี้ คงตอบแบบฟันธงไม่ได้ เพราะข้อมูลไม่เพียงพอ อย่างที่คุณ paan ได้ตั้งคำถามไว้เลยครับ เพราะการเป็นเจ้าของกิจการก็จะใช้กฎหมายฉบับหนึ่ง ส่วนผู้ที่เข้ามาทำงานก็จะใช้กฎหมายอีกฉบับหนึ่ง ดังนั้น ขอให้ผู้ถามให้ข้อมูลเพิ่มเติมมา ทนายจะวิเคราะห์ให้ครับ

ทนายพร

หน้า: [1] 2 3 ... 18