22/10/20 - 12:45 PM


แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - ทนายพร

หน้า: [1] 2 3 ... 38
1
อ่านจากคำถามแล้ว ไม่ต้องกังวลใจเลย นอนอุ่น กินอิ่ม และเที่ยวตามนโยบายรัฐบาลได้เลย

ถามว่า ..เอาชื่อพี่สาวออกจากบ้านดีมั๊ย?  ตอบ ไม่ดีมั๊ง ดูจะใจเลยเกินไป แล้วจะให้พี่สาวไปอยู่ในทะเบียนบ้านใหนล่ะ หรือถ้ามีที่ไปก็ไม่ว่ากัน เอาเป็นว่า ถ้าอยู่ในฐานะ "ผู้อาศัย" ก็ให้อยู่ไปเถอะครับ ไม่ได้กระทบอะไร

ส่วนที่กังวลว่าบ้านจะถูกยึดมั๊ย จะถูกข้อหา "ร่วมกันโกงเจ้าหนี้" หรือไม่นั้น เมื่อข้อเท็จจริงเป็นเพียงนิติกรรมที่เชิดพี่สาวเป็นผู้ซื้อบ้าน ก็ไม่เข้าองค์ประกอบความผิด และสามารถพิสูจน์ได้ว่า เราคือเจ้าของตัวจริง ไม่ยากๆ ครับ

ส่วนคดีพี่สาว ที่ถูกฟ้องบัตรเครดิต ก็ว่าไปตามรูปคดีครับ ดังคำพระที่ว่า "กัมมุนา วัตตติ โลโก” สัตว์โลกทั้งหลายย่อมเป็นไปตามกรรม"

ขอให้โชคดีครับ

ทนายพร.

2
คำถามนี้  "มโนธรรม" ได้ตอบและอธิบายไว้ชัดเจน ถูกต้องแล้วครับ

ทนายพร.

3
ตอนตอบคำถามนี้ เวลาตีสามกว่าแล้ว ตอบเป็นข้อตามที่ถามเลยแล้วกัน

ข้อ ๑ ถามว่า.."ในสิ่งที่นายจ้างแจ้งมา เรื่องบริษัทขาดทุน ล้มละลาย ต้องรอขายทรัพบ์สินได้ (ถ้าเหลือก็ค่อยจ่ายตามเงินที่เหลือ ถ้าไม่เหลือก็ไม่จ่าย) ตรงนี้เป็นทางออกที่นายจ้างทำได้จริงๆหรือไม่ครับ บริษัทฯ ไม่ได้มีการกุ้เงินธนาคารในการดำเนินงาน ใช้เงินกรรมการอย่างเดียว (แต่ติดลบสะสมหลายปี)"
ก็ตอบว่า...เป็นทางออกหนึ่ง ครั้งแต่ไม่ใช่ทั้งหมด การขอล้มละลายในทางธุรกิจ เป็นเพียง การหนีหนี้ที่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือถ้าธุรกิจยังพอไปใหว ไม่ถึงขนาดต้องล้มละลาย ก็อาจจะยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ โดยในระหว่างนี้ เจ้าหนี้ก็ฟ้องบังคับหนี้นั้นไม่ได้ ตกอยู่ภายใต้ พระราชบัญญัติล้มละลาย  เราเป็นว่า คล้ายกับบริษัทการบินไทยในเวลานี้ ลองหาอ่านข่าวดูนะครับ เมื่อศาลมีคำสั่งให้บริษัทล้มละลายแล้ว ศาลก็จะตั้ง "เจ้าพนักงานพิทักทรัพย์" ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่จากกรมบังคับคดี ไปบริหารจัดการทรัพย์สินและหนี้สินทั้งหมด ดังนั้น เมื่อถึงขั้นตอนนี้ เราต้องติดตามอย่างไกล้ชิด เพื่อยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัยพ์ละครับ ประมาณนี้ครับ

ข้อ ๒  ถามว่า..ลูกจ้างสามารถฟ้องเพื่อเรียกค่าเลิกจ้าและค่าเสียหายจาก นายจ้าง(ผู้บริหาร) ซึ่งเป็นของทุนไม่ใช่ผู้บริหารที่ถูกจ้างมากระทำแทนได้หรือไม่ (ข้อนี้สงสัยมคากๆๆครับ) เข้าใจว่าถ้ากรรมการบริษัทฯ ที่ถูกจ้างมาเพื่อบริหารนั้นเราไม่สามารถฟ้องได้ แต่ถ้ากรรมการม,ผู้บริหาร และ เจ้าของเงินทุน คือคนเดียวกัน สามารถฟ้องร้องได้ไหมครับ?"
ก็ตอบว่า..ปกติ ผู้บริหารไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว หากดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของบริษัท อย่างไรก็ตาม ถ้าถามว่าฟ้องได้มั๊ย ก็ตอบว่าฟ้องได้ถ้าจะฟ้อง แต่ศาลคงจะไปสั่งให้นายจ้างรับผิดเป็นการส่วนตัวไม่ได้ คงบังคับได้แต่นิติบุคคล ถ้ามีทรัพย์สินเช่น เครื่องจักร คอมพิวเตอร์ รถยนต์ กาละมัง ถังซักผ้า หรือทรัพย์สินอื่นที่เป็นกรรมสิทธิของนิติบุลล ก็สามารถยึดทรัพย์นั้น นำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้กับเราได้ครับ 

ข้อ ๓ ถามมาว่า...ถ้าเจ้านายสั่งให้ฝ่ายบุคคลทำเอกสาร แต่ในใจไม่เห็นด้วย และไม่ยอมเซ็นต์รับเงื่อนไข และไปฟ้องศาล ผลจะเป็นเช่นไร

คำถามนี้ ไม่ได้อธิบายให้ทนายเห็นว่า เงื่อนไขนั้น คืออะไร เช่น "ลูกจ้างตกลงยินยอมที่จะไม่รับเงินชดเชย" ใช่หรือไม่ ถ้าใช่ ก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะการตกลงดังกล่าว ศาลฏีกาได้วางแนวไว้ว่า กฎหมายแรงงานเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ข้อตกลงใดที่ขัดต่อกฎหมายถือเป็น โมฆะ บังคับไม่ได้ เมื่อไปตกลงที่จะไม่รับค่าชดเชย จึงบังคับไม่ได้ เมื่อบังคับไม่ได้ก็ฟ้องศาลได้ (คำพิพากษาศาลฏีกาที่ ๑๓๕๒/๒๕๕๑)

แต่ทั้งนี้ ไม่ใช่ว่าจะโมฆะทุกเรื่องนะครับ จะเป็นโมฆะเฉพาะที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ เท่านั้น หากเป็นสวัสดิการอื่น หรือไม่ติดใจเรื่องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม หากเป็นข้อตกลงในเรื่องเหล่านี้ บังคับได้ แต่ไม่ห้ามที่จะนำไปฟ้อง เพียงแต่ผลของการฟ้อง ก็จะแพ้คดีนั่นเอง

ดังนั้น หากนายจ้างมีคำสั่งให้ทำ ก็ต้องทำครับ เพราะเป็นหน้าที่ ถ้าไม่ทำก็จะเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งโดยชอบด้วยกฎหมาย ฝ่ายบุคคลนั่นแหละจะถูกเลิกจ้างก่อน และจะไม่ได้รับเงินใดๆอีกด้วย

ประมาณนี้ครับ หากยังสงสัยถามมาใหม่ได้ครับ

ทนายพร.

4
ศาลจะดูพฤติกรรมและปริมาณกัญชา ในการใช้ดุลพินิจในการลงโทษ

ซึ่งข้อหา "พยายามจำหน่ายกัญชา" นั้น เมื่อมีเจตนาจำหน่าย (ในทางกฎหมาย ไม่ว่าจะขาย แจก ให้ จะคิดเงินหรือไม่คิดเงิน หรืออะไรก็แล้วแต่ จะตีว่าเป็นจำหน่าย) ก็อยู่ที่การต่อสู้ในสำนวนแล้วละครับ

ถ้าเป็น ยาเสพติดประเภท ๑ ศาลมักจะไม่รอลงอาญา มิหนำซ้ำจะบวกเพิ่มโทษที่รอไว้อีกด้วย

แต่กัญชา เป็นยาเสพติดประเภท ๕ และมีปริมาณน้อย ไม่ได้จำหน่าย อาจจะต้องให้ทนายเขียนคำให้การรับสารภาพสวยๆ เช่น เป็นเสาหลักของครับครัว หารายได้คนเดียว นั่น นี่ โน้น ก็ว่าไป โทษอาจไม่ถึงจำคุกก็ได้นะครับ ส่วนจะรอการลงโทษอีกหรือไม่นั่น เป็นดุลพินิจของศาลเลยครับ แต่ถ้าทนายเป็นศาลก็จะให้รอ แต่ปรับเยอะขึ้น บวกมาตราการอื่นในการคุมประพฤติเพื่อให้หลายจำครับ

ประมาณนี้

ทนายพร.

5
กีฬามวยเวลาชกกันยังต้องมี ๕ ยก แต่เดียวนี้ก็ ๓ ยกเยอะไปนะ  เอาเป็นว่า คดีเรานี้ ที่เราไปร้องพนักงานตรวจแรงงงานหรือที่ทนายมักจะเรียกว่า คร.๗ เพื่อให้พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายนั่น นี่ โน้น ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑

หลังจากพนักงานตรวจแรงงานสอบสวนทั้งสองฝ่าย ฝ่ายในระยะเวลา ๖๐ วันแล้ว ก็จะมีคำสั่งออกมา และส่งให้ทั้งสองฝ่ายต้องปฎิบัติตามคำสั่งนั้นภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยปกติก็ประมาณ ๓๐ วัน และท้ายของคำสั่งก็จะเป็นสิทธิของทั้งสองฝ่ายว่า หากไม่พอใจคำสั่งดังกล่าวสามารถยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อเพิกถอนคำสั่งนั้น ภายใน ๓๐ วัน "นับแต่" วันที่ "ได้รับคำสั่ง" ไม่เชื่อก็กลับไปดูในหน้าสุดท้ายของคำสั่งดูก็ได้ครับ ต้องมีข้อความนี้แน่นอน

เเละเมื่อนายจ้างเป็นผู้ไม่เห็นด้วยและนำคดีไปสู่ศาลเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่ง นายจ้างก็ต้องฟ้อง พนักงานตรวจแรงงานเป็นจำเลยในคดีนี้ หรือจะฟ้องเราเป็นจำเลยที่ ๒ ก็สามารถทำได้ หรือถ้านายจ้างไม่ฟ้องเรา เราก็ต้องยื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๗ เพื่อจะได้เข้าไปเป็น "คู่ความ" ในคดีและเวลาจะทำอะไรเราจะได้รู้และสามารถอุทธรณ์ ฏีกาได้ในอนาคต

เอาล่ะ เมื่อนายจ้างเป็นฝ่ายนำคดีไปสู่ศาล กฎหมายยังกำหนดต่อไปว่า ให้นายจ้างนำเงินไปวางตามจำนวนที่พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่ง ก่อนที่จะฟ้องคดี หากไม่นำเงินไปวาง ศาลจะไม่รับฟ้อง และจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

แต่ก็เป็นสิทธิของนายจ้างอีกนั่นแหละว่าสามารถยื่นคำร้องขอ "ขยายระยะเวลาการวางเงิน" โดยจะอ้างเหตุ อยู่ระหว่างการรวบรวมเงิน คนอนุมัติอยู่ต่างประเทศติดโควิด หรืออะไรก็แล้วแต่ เมื่อยื่นไปแล้วก็เป็น "ดุลพินิจ" ของศาลที่จะสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาต  ซึ่งคดีปกติแล้ว ศาลน่าจะสั่งว่าอนุญาต เราคงไปทำอะไรไม่ได้ เว้นแต่เมื่อครบกำหนดการวางเงินตามที่ศาลอนุญาตแล้ว ให้เราไปตรวจสำนวนดูอีกทีว่า นายจ้างขอขยายระยะเวลาอีกหรือไม่ หากขอก็ให้ยื่น "คำคัดค้าน" คำร้องดังกล่าว เพื่อให้ศาลใช้ดุลพินิจในการสั่งต่อไป ประมาณนี้ในลำดับขั้นตอน

นี่ยังไม่หมดนะ หากศาลมีคำสั่งว่าไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาการวางเงิน นายจ้างก็สามารถ "อุทธรณ์คำสั่งที่ไม่อนุญาต" นั้น ต่อศาลอุทธรณ์ เพื่อให้ศาลอุทธรณ์ได้พิจารณาวินิจฉัยว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อาจจะย้อนสำนวนมาให้ศาลชั้นต้นมาไต่สวนคำร้องถึงเหตุผลที่นายจ้างยื่นนั้น เพียงพอรับฟังได้หรือไม่ ซึ่งหากเข้าขั้นตอนนี้ ก็ต้องรอเวลาอีกหลายเดือนเลยทีเดียว

ชักจะยาวไปแระ  ตอบที่ถามเลยละกัน ;D

ถามมาว่า...จะขยายการวางเงินได้มั๊ย?  ตอบว่า ขยายได้ตามที่ได้อธิบายไว้ข้างต้น

ถามว่า...ขยายได้ครั้งละ ๓๐ วันเลยหรา? ก็ตอบว่า ปกติก็ครั้งละ ๓๐ วัน และอาจได้หลายครั้ง แต่ศาลจะอนุญาตให้ขยายได้กี่ครั้งเป็นดุลพินิจของศาล ซึ่งที่ทนายเคยเจอศาลอนุญาตให้ขยายได้ ๓ ครั้ง รวม ๙๐ วันเลยนะครับ แต่ในระหว่างนี้ เราก็ได้ดอกเบี้ยตามคำสั่ง หรือเรียกว่า ดอกเบี้ยเดินครับ

ถามว่า...หมายเลขคดี มีรหัสขึ้นต้นด้วย ร01010(ตัวอย่าง) อันนี้ไม่ทราบว่าเป็นอุทธรณ์คำสั่ง หรือเป็นลักษณะคำร้องเฉยๆ ?  ก็ตอบว่า...เป็นหมายเลขคดีดำ ที่ศาลเป็นผู้กำหนดตามลำดับก่อนหลังคดีที่นำมาฟ้อง หมายความว่า ถ้าเป็นหมายเลขคดีดำ ร.๐๑๐๑๐/๒๕๖๓ ก็หมายความว่า มีคนมาฟ้องก่อนเราแล้ว ๑,๐๐๙ คน แล้วเราเป็นคนที่ ๑,๐๑๐ เราจึงได้เลขคดี ร.๐๑๐๑๐/๒๕๖๓ นั่นเอง

แล้วตอนนี้คดีของเราได้ หมายเลขดำที่เท่าใหร่ครับ  ทนายว่า ต้องมี ๔,๐๐๐ เป็นแน่ เพราะทนายไปฟ้องเมื่อ ๓ เดือนก่อนยังได้เลขดคี ๓ พันกว่าเลยครับ

เราน่า มวยพึ่งยกแรก  รอหน่อยครับ คิดซะว่า เอาเงินไปฝากธนาคารแล้วได้ดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี  แล้วในระหว่างนี้ก็หาทนายความหรือถ้าทำได้ก็เขียนคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วมซะ ต่อไปมีอะไรเราจะได้รู้และต่อสู้คดีอย่างถึงที่สุดนั่นเอง

ทั้งนี้ ศาลจะให้โอกาส คู่ความทั้งสองฝ่าย ต่อสู้คดีกันอย่างเต็มที่ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมนั่นเอง

เอาใจช่วยครับ

ทนายพร.

6
ทนายอ่านแล้ว ก็โอโห  บริษัทนี้รักเราขนาดนี้เลยหรา  ถามเช้าถามเย็นว่าจะออกเมื่อใหร่  คงเป็นห่วงเราอ่ะมั๊งนะ  ;D

เอาเป็นว่า  ก็คงไม่ถึงกับละเมิดสิทธิ์อะไรมากมายหรอกครับ  เพราะที่บริษัทถามก็เดาว่า ตำแหน่งของเราคงมีความสำคัญที่ต้องหาคนอื่นมาทำแทนได้ยาก และคงต้องใช้ระยะเวลา ถ้าเราออกกระทันหัน จะหาคนมาแทนไม่ทัน และบริษัทอาจได้รับผลกระทบได้ ก็เลยอยากจะรู้เพื่อจะได้กำหนดแผนงานในการหาคนงานใหม่ได้นั่นเอง

ในเมื่อเราก็ไม่มีความชัดเจน ก็แจ้งไปเลยครับว่า เราไม่ไปเรียนแล้ว จะอ้างแม่ไม่ให้ไปเกรงโรคโควิด อะไรก็ว่ไป เจ้านายสบายใจได้ ดิฉันจะทำงานให้นายอย่างเต็มที่เหมือนเดิม  นายไม่ต้องกังวลไปนะจ๊ะๆ  อะไรประมาณนี้  แล้วก็ก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไป โดยไม่ต้องไปพูดถึงเรื่องการเรียนต่อให้ได้ยินอีก  และถ้าจะต้องไปเรียนต่อจริงๆและตัดสินใจแล้วค่อยเดินไปขอใบลาออก เขียนเสร็จยื่นเลย ก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใดครับ

ประมาณนี้

ให้กำลังใจครับ

ทนายพร.

7
ถามมาหลายข้อ ทนายก็ตอบเป็นข้อๆตามที่ถามเลยนะครับจะได้กระจ่างชัด

ถามมาว่า....

1. ถ้าหากภรรยาผมถูกขอให้ออกจากงานจะเป็นการขัดต่อกฎหมายพระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงานมาตรา 43 หรือไม่ และทำได้ไหม เนื่องจากเหตุผลการให้ออกไม่ใช่เพราะตั้งครรภ์
ตอบ แน่นอนว่า คงไม่มีบริษัทใหนที่จะระบุสาเหตุแห่งการเลิกจ้างว่าเพราะเหตุตั้งครรภ์ แต่จะหาเหตุอื่นมากล่าวอ้าง เช่น ตำแหน่งเต็ม หรือจะอะไรก็แล้วแต่ เมื่อนายจ้างไม่ได้อ้างเหตุตั้งครรภ์ กฎหมายจึงไม่ห้ามที่จะเลิกจ้าลูกจ้างที่ตั้งครรภ์ ครับ

2. ถ้าบริษัทยืนยันจะให้ภรรยาผมออกจากงาน ถือว่าเป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมหรือไม่
ตอบ  การเลิกจ้างจะเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ ต้องดูสาเหตุแห่งการเลิกจ้างเป็นสำคัญ อีกทั้งต้องดูว่าเป็นการกลั่นแกล้ง หรือมีเหตุอันควรหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า การเลิกจ้างภรรยาของเราเกิดจากการเลือกปฎิบัติ ถ้าพิสูจน์ได้ ก็ถือว่าเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ตามมาตรา ๔๙ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.๒๕๒๒ ซึ่งทนายดูแล้วก็มีโอกาสอยู่นะครับ

3. หากมีการเลิกจากงานขึ้นจริง ๆ ภรรยาผมจะสามารถเรียกร้องเงินตามนี้เป็นไปตามสมควรหรือไม่ (ต้องการทราบเอาไว้ก่อนว่าควรจะได้ขั้นต่ำเท่าไร เนื่องจากหากบริษัทเลิกจ้างจะมีการให้ลูกจ้างทำสัญญาการเลิกจ้างโดยยอมรับเงินชดเชยตามยอดที่บริษัทกำหนดเอาไว้ในทันที หากไม่เซ็นลูกจ้างจะไม่ได้รับเงินชดเชยใด ๆ ต้องไปฟ้องร้องกับกรมแรงงานเอาเอง)
- 3.1 ค่าชดเชยจากการให้ออกจากงาน อายุงานไม่เกิน 6 ปี = 6 เดือน
- 3.2 ค่าชดเชยจากการให้ออกจากงานโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า 1 เดือน
- 3.3 ค่าเสียหายจากเงินเดือนระหว่างลาคลอดบุตร 1.5 เดือน
- 3.4 ค่าเสียหายจากการสูญเสียรายได้จากการตกงาน (1)ระหว่างตั้งครรภ์ที่เหลือ 5 เดือน (2)ระหว่างพักฟื้นจากการตั้งครรภ์ 3 เดือน (3)ระหว่างหางานใหม่ 3 เดือน (4)ระหว่างยังหางานใหม่ไม่ได้ 3 เดือน รวม14 เดือน
- 3.5 ค่าเสียหายจากโบนัสที่สัญญาเอาไว้กับลูกจ้างทุกคนว่าจะจ่ายให้ 2.5 เดือนในสิ้นปี 2563 นี้
- 3.6 ค่าเสียหายจากโบนัสของปีหน้าที่ควรจะได้ 3 เดือน (ดูจากค่าเฉลี่ยโบนัสที่เคยได้มาในอดีต) เนื่องจากหากไม่ถูกไล่ออก ภรรยาอย่างน้อยจะต้องอยู่กับบริษัทนี้นานจนถึงได้รับโบนัสเพราะดูจากระยะเวลา 5 เดือนที่ตั้งครรภ์ บวกกับ 3 เดือนที่มีสิทธิลาคลอด
- 3.7 ค่าเสียหายจากการสูญเสียเงินได้จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่บริษัทจะต้องสมทบให้พนักงานสูงสุด 15% ต่อเดือน (ตามอายุงานภรรยาคือถ้าออกจากงานจะได้รับเงินสมทบเต็ม 100%) คำนวน 6.5 เดือนตามอายุเงินเดือนต่ำสุดที่ควรได้หากไม่ถูกให้ออกจากงาน เป็นเงินประมาณ 1 เดือน
- 3.8 ค่าเสียหายจากสวัสดิการอื่น ๆ เช่นประกันสุขภาพลูก, สวัสดิการค่าใช้จ่ายพิเศษที่จะได้รับระหว่างการเป็นหนักงาน
ตอบ ทนายพยายยามอ่านข้อนี้หลายรอบว่ากำลังจะสื่อสารอะไร หรือกำลังจะถามว่า หากถูกเลิกจ้างจะสามารถเรียกค่าเสียหายตามข้อ ๓.๑ ถึง ๓.๘ ได้มั๊ย ถ้าถามอย่างนี้ ก็ตอบว่า ได้ครับ แต่อาจจะได้แค่เรียก ;D เพราะการกำหนดค่าเสียหายเป็นดุลพินิจของศาลที่จะเป็นผู้กำหนด ซึ่งจะดูว่าเราเสียหายเพียงใดโดยคำนึงถึงอายุงาน เงินที่ได้รับไปแล้ว โดยปกติค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมนี้ ศาลฏีกาได้วางแนวไว้ว่าให้คำนวณตามอายุงานของลูกจ้างที่ทำงานมา ในอัตราปีละ ๑ เดือน ประมาณนี้ เว้นแต่จะมีข้อตกลงกันไว้ว่าเงินอื่นๆตามข้อ ๓.๑-๓.๘ เป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างแล้วเรามีสิทธิได้รับถึงแม้ว่าจะพ้นการเป็นลูกจ้างมาแล้วก็ตาม ยกตัวอย่างเช่น เงินโบนัส หากบริษัทตกลงจ่ายเงินโบนัสให้ในวันที่ ๒๕ ธันวาคม แล้วเรามาถูกเลิกจ้างในวันที่ ๑ มกราคม แต่นายจ้างไม่จ่ายเงินโบนัส กรณีเช่นนี้สามารถเรียกร้องได้ แต่ถ้ากรณีกลับกัน กำหนดจ่ายโบนัสในวันที่ ๒๕ ธันวาคม แต่นายจ้างเลิกจ้างเราในวันที่ ๑ ธันวาคม กรณีเช่นนี้ ไม่สามารถเรียกได้เพราะยังไม่ถึงกำหนดครับ ประมาณนี้

4. ค่าเสียหายจากการให้ออกจากงานโดยไม่เป็นธรรม สามารถเรียกร้องค่าเสียหายจากการทำให้เสียชื่อเสียงและทำลายขวัญกำลังใจลูกจ้างได้ด้วยหรือครับ เห็นบางกรณีก็มีพูดถึงค่าเสียหายส่วนนี้ ไม่แน่ใจว่าศาลจะพิจารณาเป็นมูลค่าเงินได้ด้วยหรอครับ
ตอบ ค่าเสียหายในส่วนชื่อเสียนั้น ศาลจะรวมๆในอัตราปีละ ๑ เดือนตามอายุงานตามที่อธิบายไว้ในข้อ ๓ แล้วครับ

5. ถ้าบริษัทไม่ได้ให้ภรรยาผมออกจากงาน แต่มอบหมายให้ทำงานตำแหน่งอื่น หรือปรับขึ้นตำแหน่งโดยภรรยาผมไม่ได้รับการปรับค่าจ้างขึ้นหรือปรับขึ้นไม่สมเหตุสมผล และบังคับให้ทำการเซ็นสัญญาเปลี่ยนตำแหน่งงาน และ/หรือ เงินเดือนในทันที ภรรยาผมสามารถเลือกที่จะปฏิเสธการเซ็นสัญญานั้นได้ใช่ไหมครับ ผมแนะนำให้ภรรยาผมไม่ต้องเซ็นย้ายตำแหน่ง แต่ให้ยอมเข้าไปทำงานในตำแหน่งใหม่ไปก่อนด้วยความจำยอมเพื่อไม่ให้ขาดงานหรือละเว้นการทำงาน แล้วค่อยไปฟ้องกรมแรงงานเรื่องการบังคับเปลี่ยนงานโดยไม่ชอบธรรม ไม่ทราบว่าการแนะนำแบบนี้ถูกต้องหรือไม่อย่างไรครับ
ตอบ กฎหมายคุ้มครองเรื่องห้ามมิให้เปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณ แต่ที่เล่ามา หากการโยกย้ายตำแหน่งนั้น ค่าจ้างหรือสวัสดิการไม่ลดลงเป็นอำนาจในการจัดการของนายจ้าง สามารถโยกย้ายได้ เว้นแต่เป็นงานเฉพาะที่ต้องใช้วิชาชีพ และสมัครงานมาในตำแหน่งนี้โดยเฉพาะ อย่างนี้ย้ายไม่ได้ แต่ถ้าไม่ใช่ นายจ้างสามารถโยกย้ายได้ 
อย่างไรก็ตาม ในเรื่องการโยกย้านนี่ทนายไม่ค่อยกังวลใจเท่าใหร่ แต่กังวลใจในปลายทางว่า หากเราไม่ยอมและไปเรียกร้องสิทธิ ภรรยาของเราจะถูกกดดันอย่างมาก แล้วการทำงานในอนาคตภรรยาของเราจะรับแรงกดดันได้เพียงใด หากรับแรงกดดันไม่ไหว คราวนี้แหละ นรกชัดๆ เลย ทำงานก็ไม่สนุกแน่ๆเลย  ลองไต่ตรองดูเอาครับ

ประมาณนี้ หากสงสัยสอบถามเพิ่มเติมได้ครับ

ให้กำลังใจครับ

ทนายพร

[/color][/size]

8
อันว่าสัญญาจ้่างนั้น ปกติมีสองแบบ คือแบบที่กำหนดระยะเวลาการจ้างที่แน่นอน  และแบบที่ไม่กำหนดระยะเวลาจ้าง ซึ่งทั้งสองแบบจะมีสิทธิและหน้าที่ต่างกัน ซึ่งหากเป็นแบบไม่กำหนดระยะเวลาจ้าง หากจะเลิกจ้างก็ต้องมีการบอกกล่าวล่วงหน้ากันก่อน หรือถ้าไม่บอกกล่าว กฎหมายก็กำหนดให้ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า หรือที่เรียกว่า "ค่าตกใจ"

และแน่นอนว่าลูกจ้างก็จะมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามมาตรา ๑๑๘ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ หากถูกเลิกจ้างโดยไม่มีความผิด หรือหากมีความผิดแต่ไม่ใช่กรณีร้ายแรงก็ยังมีสิทธิได้รับเงินค่าชดเชย

แต่หากเป็นสัญญาจ้างที่กำหนดระยะเวลาจ้างไว้แน่นอนแล้วเลิกจ้างตามกำหนดระยะเวลานั้น ไม่ต้องจ่ายเงินค่าชดเชยหากงานนั้นต้องเป็นงานในโครงการเฉพาะที่มิใช่งานปกติของธุรกิจหรือการค้าของนายจ้าง โดยมีระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของงานที่แน่นอน  หรือในงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราวที่มีกำหนดการสิ้นสุด หรือความสำเร็จของงาน หรือในงานที่เป็นไปตามฤดูกาลและได้จ้างในช่วงเวลาของฤดูกาลนั้น ซึ่งงานนั้นจะต้องแล้วเสร็จภายในเวลาไม่เกินสองปี หมายความว่า หากจะเข้าเงื่อนไขไม่จ่ายค่าชดเชย จะต้องเป็นงานตามโครงการที่ไม่ใช่ธุรกิจปกติของนายจ้าง โดยดูได้จากหนังสือวัตถุประสงค์ของบริษัท , งานตามฤดูกาล เช่นงานเกษตร และงานนั้นจะต้องมีระยะเวลาไม่เกิน ๒ ปี หากเกิน ก็ต้องจ่ายค่าชดเชยทุกกรณี

เอาละมาเข้าที่คำถามกัน...ถามว่า จะได้รับค่าชดเชยมั๊ย และ ข้อตกลงที่จะไม่รับเงินค่าชดเชยจะบังคับได้มั๊ย

ก็ตอบว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฎว่า ได้ทำงานมา ๓ ปีแล้ว ก็ต้องจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา ๑๑๘

ส่วนที่ไปตกลงว่าสละสิทธิไม่รับค่าชดเชยนั้น มีแนวคำพิพากษาศาลฏีกาว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็นข้อตกลงที่ขัดต่อกฎหมาย ตกเป็นโมฆะ

สรุปคือ หากถูกเลิกจ้างย่อมมีสิทธิได้รับค่าชดเชยแน่นอนครับ

ขอให้โชคดีครับ

ทนายพร.

9
ที่ถามเพิ่มเติมมาว่า เป็นสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลา ๘ ปีอยู่หรือไม่นั้น

ทนายอ่านข้อความในข้อ ๑๐ ข้อย่อย ๑๐.๑ และ ๑๐.๒ แล้ว เห็นว่า เป็นสัญญาที่ไม่ได้ผูกมัดหรือกำหนดระยะเวลาจ้างไว้ที่แน่นอน ซึ่งทั้งสองฝ่ายสามารถเลิกสัญญาจ้างต่อกันได้ โดยมีเงื่อนไขในการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

ดังนั้น จึงเป็นสัญญาจ้างที่ไม่กำหนดระยะเวลาจ้างที่แน่นอน มิใช่สัญญาจ้างที่กำหนดระยะเวลาจ้าง ๘ ปีครับ หากจะมีการเลิกจ้างต้องมีการบอกกล่าวล่วงหน้า และในการฟ้องก็ฟ้องค่าชดเชยและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามมาตรา ๔๙ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธิพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.๒๕๒๒

ทนายพร.

10
คำถามในช่วงนี้ค่อนข้างที่จะคล้ายกัน เป็นต้นว่า ให้ลาออก ขอให้ลดค่าจ้างเงินเดือน ให้ลาโดยไม่รับค่าจ้าง เลิกจ้างเพราะสถานการณ์โควิด ซึ่งเครสนี้ก็เป็นหนึ่งในนั้น และทนายก็เห็นใจลูกจ้างทุกคนที่ประสบปัญหาในช่วงนี้ ซึ่งถ้าถูกเลิกจ้างก็เป็นการยากที่จะหางานทำได้ ส่งผลถึงภาระค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายในทุกเดือน หรือถ้าไม่อยากตกงานก็ต้องจำยอมกลืนความเจ็บช้ำระกำใจที่รายได้หายไป

อย่างไรก็ตาม ทนายก็ขอให้กำลังใจกับทุกท่านให้สามารถก้าวผ่านความยากลำบากนี้ไปให้ได้นะครับ

มาเข้าปัญหากันเลย..

ถูกสั่งไม่ให้มาทำงานแถมไม่ได้ค่าจ้าง พอกลับมาก็ให้ย้ายตำแหน่งละขอลดค่าจ้าง ซึ่งก็ยินยอมเพื่อหวังว่าจะได้ทำงานต่อไป พอนายจ้างเห็นว่าเราอยากทำงานก็บีบทุกทางโดยจะให้ลาออกแล้วสมัครใหม่ เพื่อยกเลิกอายุงานที่ทำมาแต่เดิม ทำให้ขาดสิทธิประโยชน์ในค่าชดเชหากถูกเลิกจ้างหรือเกษียณอายุงาน ..แล้วถามว่า จะทำอะไรได้บ้าง มีช่องทางสู้มั๊ย? ประมาณนี้

ทนายให้ชองทางต่อสู้เป็นประเด็นๆนะครับ
ประเด็นแรก  กรณีที่นายจ้างสังให้หยุดงานโดยไม่จ่ายค่าจ้างนั้น เป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานและสัญญาจ้างแรงงาน เพราะการที่เราไม่ได้ทำงานเกิดจาก "คำสั่ง" ของนายจ้างให้เราหยุด ลูกจ้างจึงมีสิทธิที่จะได้รับค่าจ้างตลอดระยะเวลาที่นายจ้างสั่งให้หยุด และนายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างนั้น และกรณีที่นายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างให้ ก็ให้ไปยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน (คร.๗) เพื่อให้พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี

ประเด็นต่อมา เรื่องการย้าไปทำงานที่แผนกบัญชี ประเด็นนี้ คงทำอะไรไม่ได้ ถึงแม้ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณกับลูกจ้างก็ตาม เเต่เมื่อลูกจ้าง "ยินยอม" นายจ้างก็สามารถทำได้ ไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายแต่อย่างใด

ส่วนประเด็นที่จะให้ลาออกแล้วสมัครใหม่นั้น ทนายเห็นว่า เป็นการละเมิดสิทธิแรงงานโดยเห็นแก่ประโยชน์ของนายจ้างแต่เพียงฝ่ายเดียวโดยไม่คำนึงถึงความรู้สึกและผลประโยชน์ของลูกจ้างด้านอายุงานที่ต้องเสียไป ดังนั้น ขอแนะนำว่าห้ามเขียนใบลาออกโดยเด็ดขาดนะครับ มิเช่นนั้นท่านจะเสียสิทธิในการรับค่าชดเชยและเสียด้านอายุงานด้วย

แน่นอนว่า เมื่อไม่เซ็นใบลาออก นายจ้างก็จะหาทางกดดันในทุกวิถีทาง ก็ต้องเตรียมใจไว้ให้ดีว่าอาจจะถูกกลั่นแกล้ง เช่น การไม่มอบหมายงาน การหาเหตุมาลงโทษ หรือ ฯลฯ สุดแท้แต่จริตของนายจ้างแต่ละคน

และการที่เราไม่เซ็นใบลาออก ก็เป็นสิทธิของเรา นายจ้างจะมาบังคับหาได้ไม่  เว้นแต่จะเอาปืนมาจี้ เอามีดมาจ่อหรือเอานักเลงมาคุมมาขู่ว่าจะทำร้าย ถ้าเป็นอย่างนี้ก็เซ้นไปเถอะ ไม่มีผลทางกฎหมาย เพราะไม่ได้เกิดจากเจตนาของเรา แต่เป็นการขู่บังคับ ซึ่งหลังจากเซ็นแล้วก็ไปที่สถานีตำรวจลงบันทึกประจำวันไว้ว่านายจ้างข่มขู่ให้เซ็นใบลาออกโดยที่เราไม่ได้สมัครใจ

หรือไม่ก็ใช้วิธีการเจรจาในเรื่องค่าจ้างที่จะลดลงจะลดกี่เดือน ลดเท่าใหร่ ก็ให้อธิบายเหตุผลถึงความเดือดร้อนของเราให้นายจ้างทราบ หรือถ้าคุยกันไม่รู้เรื่องก็ให้นายจ้างเลิกจ้างและหางานใหม่ทำน่าจะดีกว่าที่ทนทำงานแบบอึดอัดนะทนายว่า และเชื่อว่า ทุกวิกฤติย่อมมีโอกาสเสมอ ทนายเห็นมาเยอะแระ เดิมไม่อยากออกงาน แต่เมื่อได้ออกมาแล้วไปพบกันอีกครั้งหนึ่งต่างก็บอกว่า "รู้งี้ ออกมาตั้งนานแล้ว" เชื่อเถอะว่าถ้าเรามีความสามารถการหางานใหม่ก็ไม่ใช่เรื่องยากครับ

ให้กำลังใจครับ

ทนายพร.

11
การที่จะเรียกร้องเอาผิดกับโครงการนั้น ต้องพิจารณาถ้อยคำตามคำชี้ชวน หรือเอกสารสัญญาเป็นหลัก เพราะประเทศไทยใช้กฎหมายแบบลายลักษณอักษร หมายความว่าจะตีความตามตัวอักษร

ดังนั้น หากนิติบุคคลระบุว่า "มีระบบความปลอดภัย​ รปภ.​ CCTV ตลอด24ชั่วโมง" ก็ย่อมตีความได้ว่า โครงการจะต้องจัดให้มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย และติดตั้งกล้องวงจรปิด ส่วนจะมี รปภ.กี่คน มีกล้องวงจรปิดกี่ตัว เมื่อไม่ได้ระบุไว้ ก็ต้องจัดให้มีตามที่ระบุไว้ ก็ถือว่าโครงการได้จัดให้ตามที่ระบุไว้ในโครงการแล้ว เว้นแต่จะมีหลักฐานอื่นที่แสดงได้ว่า จะต้องติดกล้องวงจรปิดทั่วทั้งโครงการ กรณีนี้จึงจะถือว่าโครงการเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือผิดเงือนไข

เมื่อผิดเงื่อนไขผิดสัญญาก็ต้องไปพิจารณาในสัญญาที่ทำกันไว้ว่า แต่ละฝ่ายมีสิทธิและหน้าที่กรณีผิดสัญญากันไว้อย่างไร เช่น ผู้ซ์้อสามารถยกเลิกสัญญาและรับเงินดาวน์คืนได้ ก็ว่ากันไปตามข้อสัญญานั้น

อย่างไรก็ตาม แน่นอนว่า เมื่อโครงการเสร็จสิ้นและมีการตั้งนิติบุคคลขึ้น ก็คงต้องอาศัยนิติฯเป็นผู้ดำเนินการต่อหากเห็นว่ามีความจำเป็นต้องติดกล้องเพิ่ม

หรือถ้าอยากให้โครงการรับผิดชอบ ก็มีอีกวิธีหนึ่งที่น่าจะได้ผล คือให้ผู้ซ์้อรวมตัวกันอย่างน้อยก็ซักครึ่งหนึ่งของผู้ซื้อทั้งหมด ทำหนังสือเสนอข้อเรียกร้อง แล้วไปยื่นต่อเจ้าของโครงการ และใช้เวทีตรงนั้น เจรจาหาข้อยุติ หากไม่ได้ก็ยกระดับการขับเคลื่อนเช่น ร้องศูนย์ดำรงธรรม และหน่วยงานอื่นๆที่อยู่ในพื้นที่เพื่อเป็นคนกลางเพื่อไกล่เกลี่ยหาทางออกร่วมกัน  ซึ่งสมัยนี้กล้องวงจรปิดก็ไม่ได้มีราคาแพงอะไรมากมาย  ลองวิธีนี้ดูครับ เชื่อว่าได้ผลแน่นอน ทนายเคยใช้วิธีนี้ได้ผลมาแล้ว ลองดูครับ

ขอให้โชคดีครับ

ทนายพร.

12
ทนายพยายามอ่านหลายรอบเพื่อทำความเข้าใจกับคำถาม ก็ไม่แน่ใจว่า พยายามจะสื่อถึงอะไร หรือจะถามว่าอย่างไร

ซึ่งจากที่เล่ามา การตอกบัตรที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง และนายจ้างก็ได้จ่ายเงินค่าโอทีมาให้ด้วยแล้ว กรณีอย่างนี้ ถือว่าเป็นทุจริตต่อหน้าที่ และเป็นความผิดร้ายแรงนะครับ นายจ้างสามารถเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและเรียกเงินค่าโอทีคืนได้ด้วย

ขอแนะนำว่าหากมีโอกาสก็อย่าทำอีกนะครับ ควรหาวิธีแก้ปัญหาวิธีอื่นแทนการตอกบัตรไม่ตรงเวลานะครับ เดี๋ยวจะเป็นเรื่องราวใหญ่โต โอกาสสู้คดีแล้วชนะมีน้อยมากหรือแทบไม่มีโอกาสเลยทีเดียว

ส่วนปัญหาที่ว่าจะไม่ได้ค่าคอมฯจากการทำยอดไม่ได้ ก็ควรจะปรึกษาหารือกับหัวหน้าหรือนายจ้างว่าเป้าที่กำหนดนั้นสูงเกินไปในสถานการณ์อย่างนี้ ขอให้ปรับลดมาหน่อย ก็จะเป็นทางออกที่ดีกว่านะครับ

ทนายพร.


13
ถาม-ตอบปัญหากฎหมาย / Re: โดนไล่ออก
« เมื่อ: กันยายน 13, 2020, 01:43:20 AM »
อ่านแล้วก็น่าเห็นใจ ยิ่งสถานการณ์ตอนนี้ ยิ่งหางานยาก

เอาเป็นว่า หากความผิดดังกล่าว มิใช่เกิดจากการกระทำของแม่ ก็ถือว่าไม่ไม่ผิด หรืออาจจะมีส่วนทำผิดอยู่บ้าง ก็อาจจะไม่ใช่ความผิดร้ายแรง ซึ่งต้องดูเป็นกรณีๆไป เพราะมีรายละเอียดที่จะต้องซักถามเพื่อให้ได้ข้อสรูปว่าที่เล่ามานั้น เท็จจริงหรือไม่ อย่างไร

ดังนั้น หากไม่ได้ทำผิด หรือเป็นความผิดไม่ร้ายแรง หากถูกเลิกจ้างแม่ย่อมมีสิทธิได้รับเงินค่าชดเชยตามกฎหมายครับ

ให้พาแม่ไปยื่นคำร้องที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดกำแพงเพชร เพื่อให้พนักงานตรวจแรงงานมีการสอบสวนถึงสาเหตุและความผิดดังกล่าวว่าแม่ไม่ได้กระทำผิดตามข้อบังตับเกี่ยวกับการทำงานหรือเข้าเหตุกรณีร้ายแรงหรือไม่ หากพนักงานตรวจแรงงานสอบสวนแล้วเห็นว่าไม่ผิดหรือไม่ใช่ความผิดร้ายแรง พนักงานตรวจแรงงานก็จะมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงินค่าชดเชยให้กับแม่เองครับ ไม่ยากๆ

หรือหากยังสงสัยโทรมาถามได้นะครับ

ให้กำลังใจครับ

ทนายพร.

14
อ่านแล้วก็น่าเห็นใจ และสถานการณ์ตอนนี้ก็คงมีนายจ้างที่อยู่ในสภาพย่ำแย่มากมาย แต่ก็มีอีกหลายสถานประกอบการที่ได้รับประโยชน์จากสถานการณ์โควิด

แต่เท่าที่อ่านเรื่องราว ก็น่าจะได้รับผลกระทบอยู่นะครับ เพราะทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว 

เอาเป็นว่า ทนายจะตอบรวมๆไปก็แล้วกันนะครับ เพราะเท่าที่อ่านก็จะประมาณว่าเล่าให้ฟังซะมากกว่า

ซึ่งตามข้อกฎหมาย หากนายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างหรือจ่ายค่าจ้างไม่ครบ ก็สามารถไปยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน (คร.๗) เพื่อขอให้พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้นายจ้างจ่าย รวมถึงกรณีที่นายจ้างเลิกจ้าง ก็สามารถไปยื่นคำร้องได้เช่นกัน ซึ่งเมื่อยื่นคำร้องแล้ว พนักงานตรวจแรงงานก็จะมีคำสั่งภายใน ๖๐ วัน หากมีคำสั่งแล้วนายจ้างไม่นำเงินมาจ่ายตามคำสั่งนายจ้างก็จะมีความผิดอาญาด้วย

หรือหากต้องการคำอธิบายหรือมีคำถามก็สามารถโทรมาถามได้ตามเบอร์โทรที่ปรากฎในเว็บไซด์นี้นะครับ เพื่อจะได้อธิบายได้อย่างชัดเจนและถูกต้องครับ

ให้กำลังใจนะครับ

ทนายพร.


15
ถาม-ตอบปัญหากฎหมาย / Re: เกี่ยวกับแรงงาน
« เมื่อ: กันยายน 13, 2020, 12:55:49 AM »
โหยยย...ถามเฉยๆก็ได้ครับ ไม่ต้องถึงกับกราบหรอกครับ ตอบให้ทุกคำถาม (ถ้ามีเวลาว่าง..อิอิ)

ตอบเลย

อันดับแรก น่าจะถามว่า ทำงานปกติเข้า ๘ โมงเช้า เลิกงาน ๑๗.๓๐ น. หากต้องไปส่งสินค้ากลับแล้วเลยเวลาเลิกงาน ไม่ได้โอที แต่ถ้ามาสายถูกหักตังค์ แล้วบอกว่าซึ่งเหมือนจะโดนเอาเปรียบ...ทนายอ่านแล้วดูเหมือนจะไม่ใช่คำถาม แต่น่าจะเป็นการเล่าให้ฟังมากกว่า ใช่ป่ะ..อิอิ  เอาเป็นว่า ถ้ากำหนดเวลาเลิกงาน ๑๗.๓๐ น. หากเกินเวลาดังกล่าวก็ต้องได้โอที หรือถ้าเป็นงานขนส่ง จะไม่เรียกโอที แต่จะเรียกว่า ค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติ ก็จะได้แค่ ๑ เท่าของชั่วโมงที่ทำนะครับ(ประกาศกระทรวงฉบับที่ ๑๒)

อันดับสอง การคำนวนฐานในการส่งประกันสังคมนั้น จะคิดที่ฐาน "ค่าจ้าง" ซึ่งหมายถึง เงินที่จ่ายให้เสมอๆ เงินที่จ่ายให้ประจำๆ และเงินที่นายจ้างเป็นผู้จ่ายให้โดยไม่มีเงือนไข ถือเป็นค่าจ้าง ดังนั้น ต้องดูว่า ค่าขนส่ง และค่าติดตั้งาน ถือเป็นค่าจ้างหรือไม่ ถ้าเป็นค่าจ้างก็ต้องนำมาคำนวนเป็นฐานในการคิดเงินส่งประกันสังคมด้วย  ดังนั้น ข้อนี้ข้อมูลยังไม่ชัดเจน จึงตอบไม่ได้ว่า นายจ้างทำถูกหรือผิด

อันดับที่สาม การพักกฎหมายบอกว่า ให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างพักอย่างน้อย ย้ำ อย่างน้อยวันละไม่น้อยกว่า ๑ ชั่วโมง หมายความว่า มากกว่า ๑ ชั่วโมงได้ แต่จะน้อยกว่า ๑ ชั่วโมงไม่ได้ และใน ๑ ชั่วโมงก็ยังสามารถแบ่งพักเป็นช่วงได้ด้วยนะครับ แต่วันหนึ่งต้องไม่น้อยกว่า ๑ ชั่วโมงครับ

สำหรับวันนี้ ทนายก็คงจะตอบเพียงเท่านี้ครับ

ขอบคุณที่ถามมานะครับ

ทนายพร.

หน้า: [1] 2 3 ... 38