25/01/21 - 23:08 PM


แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - ทนายพร

หน้า: [1] 2 3 ... 41
1
ครั้งแรกอาจอยู่ในดลพินิจของศาลรอการลงโทษหากรับสารภาพ

แต่ครั้งที่ ๒ นี่ ถือว่าไม่หลาบจำ อาจไม่รอหรืออาจถูกบวกโทษต่อกับคดีแรกก็เป็นไปได้ อยู่ที่ดุลพินิจศาลครับ

ส่วนข้อหา ก็ตามหัวข้อที่ตั้งคำถามมาเลยครับ  ครอบครองเพื่อเสพ

ทนายพร.

2
กฎหมายให้การคุ้มครองลูกจ้าง และสัญญาจ้างแรงงานถือเป็นสัญญาต่างตอบแทน

และในการจ้างงานกันนั้น กฎหมายไม่ได้บังคับว่าจะต้องทำสัญญาจ้างกันเป็นหนังสือ แม้จะจ้างด้วยวาจา ก็สามารถบังคับกันได้

ดังนั้น ที่ถามมาว่าจะเอาผิดกับบริษัทในกรณีที่ทำงานแล้วไม่ได้รับค่าจ้างได้หรือไม่ ก็ตอบว่า เอาผิดได้แต่ต้องทำตามขั้นตอนก่อน นั่นก็คือ ต้องไปยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน (คร.๗) เพื่อให้พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้นายจ้างจ่าย

ซึ่งเมื่อครบกำหนดแล้ว นายจ้างยังไม่ปฎิบัติตาม นับแต่นั้นมาถือว่านายจ้างกระทำความผิดอาญา มีโทษติดคุกครับ

ดำเนินการเลยครับ...ไม่ยาก

ขอให้โชคดีครับ

ทนายพร.

3
คำถามนี้ได้ตอบไปแล้ว  ตามนี้ครับ
http://thanaiphorn.com/boards/index.php?topic=1351.msg2726;topicseen#new

ทนายพร.

4
ถาม-ตอบปัญหากฎหมาย / Re: แรงงานต่างด้าว
« เมื่อ: มกราคม 15, 2021, 02:19:06 AM »
การที่ใช้แรงงานข้ามชาติ หรือที่ภาษาราชการเรียกว่าแรงงานต่างด้าว โดยไม่ถูกกฎหมายนั้น จะมีโทษตามตามพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.๒๕๕๑ ซึ่งจะมีโทษทั้งนายจ้างและตัวแรงงานข้ามชาติ ดังนี้

โทษสำหรับนายจ้าง
รับคนต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงานเข้าทำงาน ปรับ ๑ หมื่น ถึง ๑ แสน
รับคนต่างด้าวที่มีใบอนุญาตทำงานแต่ไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงานกับตน ปรับ ๑ หมื่น
ให้คนต่างด้าวที่มีใบอนุญาตทำงานกับตนทำงานนอกเหนือจากประเภทหรือลักษณะงานที่ระบุไว้ในใบอนุญาต ณ ท้องที่ หรือสถานที่ที่ระบุไว้ในใบอนุญาต ปรับ ๑ หมื่น

โทษสำหรับแรงงานข้ามชาติ
หากทำงานโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จะได้รับโทษจำคุกไม่เกิน ๕ ปี หรือปรับตั้งแต่ ๒ พัน ถึง ๑ แสนบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ
แต่โทษจำคุกก็ได้มีข้อยกเว้นไว้ในมาตรา ๕๑ ไว้ว่า ในกรณีที่คนต่างด้าวซึ่งถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดยินยอมเดินทาง
กลับออกนอกราชอาณาจักรภายในระยะเวลาที่กำหนด (ไม่ช้ากว่า 30 วัน)พนักงานสอบสวนจะเปรียบเทียบปรับและดำเนินการให้คนต่างด้าวนั้นเดินทางกลับออกไปนอกราชอาณาจักรก็ได้

แต่ตอนนี้รัฐบาลได้เปิดโอกาสให้แรงงานข้ามชาติที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมายไปขึ้นทะเบียนเข้าสู่ระบบแล้ว ก็ให้ติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเร็วเลยครับ

ทนายพร.

5
ขอแสดงความเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นนะครับ และให้กำลังใจให้ก้าวผ่านความยากลำบากนี้ไปให้ได้ และให้คิดเสมอว่าทุกวิกฤติย่อมมีโอกาสแฝงตัวอยู่เสมอครับ

ส่วนที่ถามมาเป็นข้อๆก็ตอบตามที่ถามเลยนะครับ

ถามว่า...

1.การที่เขาไม่ได้มีหน้าที่ขับแต่ขึ้นไปขับจนเกิดอุบัติเหตุนั้นผมมีสิทธิ์ฟ้องบริษัท Part-time ด้วยได้ไหมครับ เพราะผมปฏิบัติหน้าที่ของผมอยู่ดีๆและเป็นอุบัติเหตุตอนทำงาน ไม่ได้ขับเล่นกินลมชมวิวกัน แล้วคนขับคนนี้เค้าแอบขึ้นไปขับตอนไหนก็ไม่มีใครรู้ แถมบริษัท Part-time ยังทิ้งกุญแจให้เค้าขับอีก?...ตอบ ฟ้องได้ครับ ฟ้องทั้งคนขับและบริษัทได้เลยครับ

2.ผมควรเซ็นสัญญาข้อเสนอของเขาไหมครับ?..ตอบ ไม่ควรเซ็นต์ครับ การเซ็นคือการสละไม่ฟ้องคดี คุณก็จะเสียสิทธิในทันทีครับ

3.สิ่งที่ผมอยากเรียกร้อง ผมมีสิทธิ์เรียกร้องไหมครับ
-ค่ารักษาพยาบาล
-ค่าเดินทางไปโรงพยาบาลเกือบทุกวัน
-ค่าเงินเดือนจากงานประจำที่ควรจะได้รับแต่ต้องถูกเลิกจ้างถาวรซะก่อนและทำงานเชฟไม่ได้ตลอดชีวิต เนื่องจากเชฟต้องใช้ประสาทสัมผัสในการรับรสและกลิ่นเพื่อเชคความอร่อยของอาหารก่อนส่งออกไปสู่ลูกค้า และผม...รักอาชีพนี้มากๆ รายได้ในอาชีพนี้ค่อนข้างสูงเนื่องจากโปร์ไฟล์ผมดีมาก และผมก็ทำงานอื่นไม่เป็น เพราะผมใช้เวลาที่ผ่านมาทั้งหมดลงทุนเรื่องเงินและเวลากับอาชีพนี้มา 10 กว่าปี
-ค่าเสียหายที่ไม่เกี่ยวกับอาชีพ และคำนวนเป็นตัวเงินไม่ได้ จากการพิการตลอดชีวิตคือซีกขวาอ่อนแรงเดินยังไม่ได้,ไปเที่ยวไม่ได้ และเส้นประสาทการรับกลิ่นขาดถาวร ไฟไหม้แก๊สรั่วไม่รู้ตัว,กินข้าวไม่อร่อยตลอดชีวิตจวบจนกระทั่งวันตาย
ตอบ..คำตอบข้อนี้ ในทางกฎหมายเรียกรวมๆว่าค่าเสียหาย ซึ่งแน่นอนว่าเราสามารถเรียกได้ในแต่ละรายการ โดยต้องหาพยานหลักฐานมาประกอบให้ศาลเห็นว่าเราเสียหายตามที่เราเรียกร้องจริง หากไม่มีพยานหลักฐานมายื่นยันศาลอาจไม่กำหนดค่าเสียหายให้ หรือให้น้อยกว่าที่เราตั้งความหวังไว้ก็ได้ ดังนั้น ในประเด็นของรายการค่าเสียหายจึงเป็นหน้าที่การพิสูจน์ของเราให้ศาลเชื่อครับ

ขอให้โชคดีครับ

ทนายพร.


[/size]

6
ถาม-ตอบปัญหากฎหมาย / Re: ใครต้องรับผิด
« เมื่อ: มกราคม 13, 2021, 11:26:55 AM »
คำถามนี้ แค่น่าจะอยากรู้เพื่อประกอบการศึกษา

ตอบดังนี้

1. นายเอ.เจ้าของบ่อปลามีความผิดไหม?...มีความผิดหรือไม่ผิดต้องดูที่เจตนาเป็นสำคัญ หากปกติก็เห็นหมาแมวเดินไปมาอยู่เป็นประจำแล้วยังนำยาเบื่อไปวาง อย่างนี้ถือว่ามีเจตนาเล็งเห็นผลว่าหมาแมวอาจจะมากินแล้วถึงตายได้ ก็จะผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ.๒๕๕๗ และทำให้เสียทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา

2. ถ้านายเอ.ปฏิเสธความรับผิด จะสู้คดีอย่างไร?...ก็อาศัยข้อกฎหมายเกี่ยวกับการป้องกันหรือความจำเป็นเพื่อความปลอดภัยของคนและสัตย์ได้ ทั้งนี้ต้องดูข้อเท็จจริงและสถานที่เกิดเหตุประกอบด้วย

3. คดีนี้เป็นคดีแพ่งหรืออาญา หรือทั้งแพ่งและอาญา?...เป็นทั้งแพ่งและอาญา ในส่วนความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันฯ หรือข้อหาทำให้เสียทรัพย์ จะเป็นความผิดอาญา แต่ในส่วนของเจ้าของหมาแมว หากจะฟ้องเรียกค่าเสียหายในข้อหาละเมิด ก็เป็นส่วนแพ่ง ซึ่งเจ้าของหมาแมวก็จะเสี่ยงมีความผิดเหมือนกันที่ไม่ควบคุมดูแลสัตว์ของตน และก่อให้เกิดความเดือดร้อนเสียหายต่อบุคคลอื่น

ทนายพร.

7
ก่อนอื่นต้องขอแสดงความเสียใจด้วยนะครับ

ตามที่ถาม..
กรณีดังกล่าวนี้ ถือเป็นคดีอาญา และแม่คุณเสียชีวิต ดังนั้น ลูกๆและคุณพ่อของคุณคือผู้เสียหาย

ดังนั้น ให้ติดตามคดีกับพนักงานสอบสวนว่าส่งสำนวนไปที่ยังการหรือยัง หรือมีการยื่นฟ้องแล้วหรือยัง

หากมีการยื่นฟ้องไปแล้ว ให้ดำเนินการยื่นคำร้องเรียกค่าเสียหายไปในคดีอาญาได้เลย หรือที่เรียกว่า "คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา" ซึ่งในส่วนนี้ไม่ต้องเสียค่าฤชาธรรมเนียมศาลครับ ซึ่งในวงการนักกฎหมายจะเรียกว่า การเรียกค่าเสียหายตามมาตรา ๔๔/๑

หรือรอให้ศาล มีหนังสือมาถึงเราเพื่อให้ดำเนินการก็ได้ 

หรือจะฟ้องเองก็ได้เช่นกัน

แต่ที่ต้องจัดเตรียมก็คือ จำนวนค่าเสียหาย ซึ่งในทุกยอดเงินก็จะต้องมีเอกสารหลักฐานประกอบด้วยนะครับ เช่น ภาพถ่ายการจัดงานศพ  วุฒิการศักษา หนังสือรับรองรายได้ เป็นต้นมิเช่นนั้น ศาลอาจไม่ได้ตามที่เราขอไป

เมื่อถึงเวลาต้องสืบพยานก็ไปสืบในศาลถึงค่าเสียหายดังกล่าว

ซึ่งถ้าไม่มีความรู้ในด้านนี้ แนะนำให้ติดต่อทนายความเพื่อให้ความช่วยเหลือ เพราะทนายจะรู้เรื่องนี้ดีว่าจะสืบอย่างไรให้ศาลพิพากษาให้เราได้มากที่สุดครับ

ประมาณนี้

ให้กำลังใจครับ

ทนายพร.

8
ขออภัยที่ตอบช้านะครับ คดีช่วงนี้เยอะจริงๆ

ทนายอ่านแล้ว ข้อความที่พอจะเข้าองค์ประกอบในความผิดอาญา ข้อหา หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ตามมาตรา ๓๒๘ ก็คือข้อความ "ดิฉันถึงขั้นกับคุยคนเดียวหรือยัง" ซึ่งสามารถไปแจ้งความได้เลย โดยนำเพื่อนของคุณไปด้วยเพื่อยืนยันข้อความดังกล่าว

อนึ่ง ต้องรีบไปแจ้งความนะครับ เพราะอายุความข้อหาหมิ่นประมาทนั้น มีอายุวาม ๓ เดือน นับแต่วันที่รู้ครับ

ส่วนเงินที่ยังไม่ได้รับ ให้ไปยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน ณ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในพื้นที่ที่เราทำงานอยู่ เพื่อให้พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายพร้อมดอกเบี้ยต่อไปครับ...ไม่ยาก

ให้กำลังใจครับ

ทนายพร.

9
ถาม-ตอบปัญหากฎหมาย / Re: กฏหมายแรงงาน
« เมื่อ: มกราคม 12, 2021, 02:20:00 PM »
ถามมาเป็นข้อๆ ก็ตอบเป็นข้อๆ ดังนี้

1.ตอนจ้างงานนายจ้างไม่ได้ให้ลูกจ้างทำสัญญาจ้างไว้
ตอบ...สัญญาจ้างแรงงานไม่จำเป็นต้องทำเป็นหนังสือ เเม้โดยวาจา หรือโดยปริยาย ก็บังคับกันได้ครับ...ไม่ต้องกังวลครับ

2.หากบังคับให้ลูกจ้างไปทำงานที่ประจวบโดยไม่ใช่บริษัทสาขา ในตำแหน่งเดิม เงินเดือนเท่าเดิม นายจ้างสามารถทำได้มั้ยครับ
ตอบ..อยู่ที่ความสมัครใจของลูกจ้างครับ หากไม่อยากไปก็ไม่ต้องไป นายจ้างจะมาบังคับไม่ได้ครับ

3.ลูกจ้างคนนี้มีลูก 2 คน และมีพ่อแม่ที่อายุมากที่ต้องดูแล ไม่สะดวกที่จะย้ายไป นายจ้างแจ้งว่าต้องลาออกอย่างเดียว โดยลูกจ้างกำลังรู้สึกว่านายจ้างบีบให้ลูกจ้างออกเพื่อลดคนลง  ลูกจ้างต้องทำอย่างไรได้บ้างครับ
ตอบ...หากนายจ้างมีคำสั่งให้ย้ายไป ก็ให้ทำหนังสือแจ้งนายจ้างอย่างเป็นทางการว่า เราไม่ประสงค์จะย้ายไปเพราะจะทำให้การดำรงชีวิตตามปกติของเราเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งในเรื่องนี้กฎหมายมาตรา ๑๒๐ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานได้เขียนไว้ชัดเจนแล้ว และ Dawut ก็ได้ยกมาให้อ่านแล้ว 

ดังนั้น ไม่อยากไปก็ไม่ต้องไปครับ ส่วนข้อความในย่อหน้าท้ายสุดของคำถาม ทนายเห็นด้วยครับ ;D ;D

เป็นกำลังใจให้ครับ

ทนายพร.
[/color][/size]

10
ก่อนอื่นต้องขอแสดงความเสียใจในเคราะห์กรรมที่ประสพอยู่ในตอนนี้นะครับ  และขอให้หายไว้ๆนะครับ

ส่วนคำถามที่ถามมานั้น ไม่แน่ใจที่เล่าว่าเป็นพนักงานขับรถส่งของนั้น เป็นลูกจ้างของบริษัทหรือไม่ หรือรับจ๊อบเป็นงานๆไป เพราะทั้ง ๒ กรณีนั้น จะมีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

ถ้าเป็นกรณีที่เป็นลูกจ้างบริษัท ก็สามารถได้รับการรักษาตามสิทธิ์กองทุนเงินทดแทน เพราะถือว่าประสบอุบัติเหตุจากการทำงาน ย่อมได้รับการคุ้มครองตามพระราชบัญญัติกองทุนเงินทดแทน

แต่ถ้าเป็นการรับจ๊อบ กรณีอย่างนี้ จะเรียกว่า "สัญญาจ้างทำของ" ผู้ว่าจ้างไม่ต้องรับผิดชอบในค่าใช้จ่ายหรือค่าเสียหายใดๆเลย มิหน่ำซ้ำยังอาจถูกผู้ว่าจ้างเรียกค่าเสียหายหากสินค้าเกิดความเสียหายได้อีกด้วย

ดังนั้น ขอให้แจ้งมาใหม่นะครับว่าแฟนผู้ถามทำงานเป็นลูกจ้างโดยตรงตามสัญญาจ้างแรงงาน หรือทำตามสัญญาจ้างทำของ ทนายจะได้หาช่องทางให้อย่างถูกต้องครับ

ให้กำลังใจครับ

ทนายพร.

11
ถามมาเป็นข้อๆ ตอบตามนั้นเลย.. ;)

ถามมาว่า..
๑.อยากทราบว่ากรณีนี้ถ้าเราไม่ยอมให้บริษัทผ่อนชำระอีกครั้ง ต้องดำเนินการอย่างไรคะ?....ก็แจ้งบริษัทไปว่า ไม่ให้ผ่อนแล้วนะ ให้จ่ายมาซะดีๆ โดยจะให้ดีก็ทำเป็นหนังสือไปและบอกไปด้วยว่าให้จ่ายภายใน ๓ วัน ๗ วัน ก็ว่าไป ซึ่งที่คนทั่วไปเรียกว่ายื่นโนติสล่ะครับ...เครเน๊อะ

๒.กรณีนี้ถือว่าเราเสียเปรียบไหมคะ เพราะทำสัญญาเเบ่งจ่ายไปแล้วในครั้งแรก? แต่ครั้งที่สองที่ขอผ่อนชำระต่อเราไม่ยินยอมทางบริษัททำหนังสือส่งมาเองเลย?...ก็ไม่เสียเปรียบหรอกครับ ที่ผ่านมาแล้วก็ให้มันผ่านไป ถึงแม้บริษัทจะมีหนังสือส่งมาถึงเรา เราก็มีหนังสือส่งถึงบริษัทตามที่ได้แนะนำไปในข้อ ๑ เลยครับ ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อบริษัทได้รับหนังสือก็ต้องคิดหนักแหละทีนี้...

๓.กรณีเเบบนี้ถือว่าเป็นคดีเเพ่งไหมคะ? คดีความจะยุ่งยากไหมคะควรทำยังไงดีค่ะเครียดมากเลยค่ะ?....ไม่ต้องเครียดครับ (ทนายก็พูดได้ดิ..ไม่ได้โดนด้วยตัวเองนี่555)...คดีแรงงานถือเป็นคดีแพ่งครับ ถามว่ายุ่งยากมากมั๊ย ก็ตอบว่า ไม่ยุ่งยากเลย ให้ทำตามนี้นะครับ
๑. ทำหนังสือแจ้งให้บริษัทจ่ายเงินงวดที่ ๗ โดยให้โอนเงินมาให้เราภายใน ๗ วัน
๒. หากครบกำหนดแล้ว บริษัทยังไม่โอนมา ให้ไปที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในพื้นที่ที่คุณทำงานอยู่ ไปยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน (คร.๗) ให้พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายพร้อมดอกเบี้ยต่อไป...เท่านี้เองครับ ไม่อยาก และทนายไม่แนะนำให้ไปศาลเพื่อบางทีเมื่อเข้าสู่กระบวนการทางศาลอาจสร้างความเจ็บช้ำน้ำใจเรามากขึ้นก็เป็นได้..เชื่อทนายเถอะ :D

๔.ตอนนี้มีคลิปเสียงของผู้บริหารที่บอกจะจ่ายทั้งหมดตอนสิ้นเดือนธ.ค.ปี63 ไม่ทราบว่าสามารถเอาไปใช้อะไรได้ไม๊ค่ะ?...ก็เก็บไว้เป็นหลักฐานได้ครับ หากพนักงานตรวจแรงงานต้องการก็ส่งให้เลยครับ...ดีแล้วที่บันทึกเสียงไว้ จะได้มีหลักฐานเอาไว้ในการต่อสู้ต่อไปครับ

คงครบถ้วนนะครับ

ขอให้โชคดีครับ

ทนายพร.
[/color]

12
ขออภัยที่เข้ามาตอบช้านะครับ...

เอาเป็นว่าไม่แน่ใจว่าสถานการณ์ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง..

เอาเป็นว่า ทนายจะตอบเป็นเชิงหลักการก็แล้วกันนะครับว่า  การลาออกคือการแสดงเจตนาของลูกจ้างที่จะยุติสัญญากับนายจ้าง เมื่อเป็นการแสดงเจตนาของลูกจ้างเอง ลูกจ้างจึงไม่ได้รับสิทธิตามกฎหมาย เช่น ค่าชดเชยเป็นต้น

ดังนั้น เมื่อเราไม่ประสงค์จะลาออก ต้องไม่เซ็นใบลาออกโดยเด็ดขาด ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ถ้าเราไม่เซ็นซะอย่าง นายจ้างก็ไม่สามารถทำอะไรเราได้ และก็ต้องระวังเนื้อระวังตัวว่าอย่าไปทำผิดกฎระเบียบข้อบังคับนะครับ อาจจะถูกเลิกจ้างได้

ที่ Dawut แนะนำนั้น ถูกต้องแล้วครับ  แต่ถ้าคิดว่าไม่น่ารอด คงถูกเลิกจ้างแน่ ก็ควรจะเก็บหลักฐานไว้ให้มากที่สุด หรือการพูดคุยอาจจะต้องอัดเสียงไว้ด้วย หรือหากเป็นโทรศัพท์รุ่นใหม่ๆ ซึ่งสามารถบันทึกเสียงได้ ก็ใช้ให้เป็นประโยชน์ครับ

หรือถ้าจะต้องตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่ง หากไม่แน่ใจก็โทรมาถามทนายก่อนได้ครับ

อนึ่ง ในการจะใช้สิทธิทางศาลนั้น จะต้องเกิดเหตุขึ้นก่อนจึงจะสามารถฟ้องได้ ถ้าเพียงเท่านี้เล่ามายังฟ้องไม่ได้

ให้กำลังใจครับ

ทนายพร.

13
ทนายก็เข้ามาตอบช้าเกิ๊น...แต่ตอบช้าดีกว่าไม่ตอบเน๊อะ  ;D

เข้าเรื่องเลย..เรื่องมีอยู่ว่า ยื่นใบลาออก โดยกำหนดวันสุดท้ายที่ทำงานคือสิ้นเดือน แต่พอนายจ้างเห็นใบลาออกเท่านั้นแหละ ควันออกหู เลยเรียกแจ้งว่าไม่ต้องมาทำงานอีกแระ ออกไปเลย...แล้วถามว่า...บริษัททำแบบนี้ผิดไหม? และเงินเดือนที่จะต้องได้รับเท่ากับวันที่ทำงานตามที่บริษัทแจ้ง หรือที่ระบุไปในใบลาออก?

ตอบอย่างนี้ครับ...กรณีลาออกโดยกำหนดวันสุดท้ายในการทำงานไว้ ลูกจ้างก็ยังมีหน้าที่ต้องไปทำงานให้กับนายจ้างจนกว่าจะถึงวันที่ระบุไว้ เมื่อไปทำงานย่อมได้รับค่าจ้าง ซึ่งก็เป็นไปตามกฎหมายปกติ

กรณีมีปัญหาว่า  นายจ้างให้ออกเลย โดยยังไม่ถึงกำหนดวันดังกล่าว ยังมีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันที่นายจ้างไม่ให้ไปทำมั๊ย...ก็ตอบอย่างไม่ต้องคิดมากว่า เมื่อเป็นคำสั่งของนายจ้างไม่ให้ลูกจ้างไปทำงาน โดยมิใช่ความผิดของลูกจ้าง นายจ้างยังต้องมี "หน้าที่" ในการจ่ายค่าจ้างให้กับลูกจ้างไปจนกว่าจะถึงวันลาออกมีผล

ส่วนกรณีที่อ้างว่าอยู่ในระหว่างการทดลองงานสามารถเลิกจ้างตอนใหนก็ได้นั้น โดยหลักแล้วหากจะอ้างก็อ้างได้ แต่ต้องแจ้งเหตุแห่งการเลิกจ้างให้กับลูกจ้างทราบว่าไม่ผ่านการทดลองงานด้วยเหตุด้อยประสิทธิภาพในเรื่องใด หากไม่แจ้งและไม่บอกกล่าวล่วงหน้า และเลิกจ้างก็มีสิทธิได้รับเงินสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามมาตรา ๑๗ ซึ่งน่าจะมากกว่าการจ่ายเงินค่าจ้างไปจนถึงวันลาออกสิ้นผล

ดังนั้น จึงตอบว่า ที่คุณคิดน่ะถูกแล้ว บริษัทต้องจ่ายค่าจ้างจนถึงสิ้นเดือน หากบริษัทไม่จ่าย ก็ให้ทวงถาม ถ้าถามแล้วยังเพิกเฉย ก็ไปยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานเพื่อมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายต่อไป และอย่าลืมเรียกดอกเบี้ยด้วยนะครับ

ขอให้โชคดีครับ

ทนายพร.

14
สำหรับคำตอบ เป็นไปตามหลักกฎหมายที่ Dawut อธิบายไว้เลยครับ

ทนายพร.

15
สรุปความได้ว่า เคยถูกจับคดียาเสพติด ซึ่งก็น่าจะเป็นข้อหา ครอบครองเพื่อจำหน่าย เพราะเห็นมีโทษจำคุก ๓ ปี ไม่รอลงอาญา หลังจากนั้นมาโดนจับข้อหาครอบครองเพื่อเสพ แล้วประกันตัวออกมา

แล้วถามว่า จะโดนแดงมั๊ย ติดคุกมั๊ย ต้องเสียค่าปรับมั๊ย เสียเท่าใหร่ จะขอให้ศาลรอการลงอาญาได้มัํย?

แหมๆๆ...คำถามทั้งหลายที่ว่ามา ล้วนเป็นดุลพินิจของศาลที่จะตัดสินทั้งนั้นเลย ทนายคงจะตอบให้ในทุกข้อไม่ได้

แต่เอาเป็นว่า ในวันที่ ๑๘ นี้ ศาลจะถามเราว่า เราจะให้การต่อสู้คดีอย่างไร หรือจะรับสารภาพ ซึ่งไม่ว่าจะรับสารภาพหรือต่อสู้ ก็ต้องจัดทำ "คำให้การจำเลย" ไปยื่นต่อศาลอยู่แล้ว

ซึ่งในคำให้การจำเลยนี้ หากสารภาพ ก็ต้องบรรยายให้ศาลเห็นใจ หากมีภาระ หรือมีความดีความชอบ ทำประโยชน์ให้แก่สังคม ก็แนบหลักฐานประกอบไป

แต่ถ้าสู้คดี ก็สามารถให้การ "ปฎิเสธลอย" ได้ โดยทำง่ายๆ เช่น "จำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง ขอศาลได้โปรดยกฟ้องและปล่อยตัวจำเลยไป" และลงท้ายว่า "ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด"  เท่านี้ นำไปยื่นได้เลย


เมื่อเข้าห้องพิจารณาศาลก็จะถามรายละเอียดอีกเล็กน้อย แล้วก็สู้กันไป

ส่วนจะโดนจำคุกหรือไม่นั้น ต้องดูว่าพนักงานอัยการบรรยายในคำฟ้องว่าอย่างไร ถ้าบรรยายว่าเราเป็นผู้กระทำผิดซ้ำซาก อย่างนี้ไม่น่ารอดครับ แต่ถ้าไม่ได้บรรยายไว้ ก็อาจจะรอลงอาญาก็ได้ครับ

แต่ที่ตอบได้แน่ๆคือ ในการพิพากษาของศาล ต้องมีค่าปรับแน่นอน ส่วนจะเท่าใหร่นั้น ก็อยู่ที่จะสู้หรือรับสารภาพ หากรับสารภาพก็ลดให้กึ่งหนึ่ง

แต่ทนายคิดว่ายอมเสียเงินจ้างทนายให้ทำให้เถอะ คงไม่มากเท่าใหร่ หรือจะไปยื่นคำร้องขอให้ทนายอาสาที่มีอยู่ประจำทุกศาลให้ช่วยเหลือก็ได้ครับ ไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด

ประมาณนี้

ขอให้โชคดีครับ

ทนายพร.


หน้า: [1] 2 3 ... 41