25/09/17 - 22:13 PM


แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - ทนายพร

หน้า: [1] 2 3 ... 15
1
ทนายพอจะเข้าใจแล้วว่า พนักงานขายกับเข้าของโชว์รูม ร่วมกันแจ้งยอดขายเพื่อให้เป็นไปตามเป้า ถึงแม้ว่าจะไม่ถึงเป้าก็เอายอดล่วงหน้ามาบันทึกรายการว่าสามารถทำได้ตามเป้าหมายเพื่อจะนำไปสู่การได้รับเงินค่าคอมมิชชั่้นในการขาย ประมาณนี้

เอาเป็นว่า กรณีอย่างนี้ หากจะลุยเพื่อเอาเงินจำนวนดังกล่าวจริงๆ เรื่องราวที่ปิดไว้ก็คงจะแตกก็งานนี้ล่ะ..(ฮา) เพราะน่าจะมีบุคคลที่เกี่ยวข้องกันอยู่หลายคน(ทนายคิดเองนะ)
เอาละ เอาเป็นว่า มูลเหตุทนายไม่ก้าวล่วงล่ะครับ แต่จะตอบเป็นข้อกฎหมายตามที่ถามมาดังนี้ครับ

ประเด็นแรกมีว่า ผู้ถามควรจะได้รับเงินค่าคอมมิชชั่นหรือไม่ ? ซึ่งประเด็นนี้ ก็ต้องถามว่า แล้วคันที่ขายได้ ผู้ถามได้รับเงินค่าคอมมิชชั่นไปหรือยัง ถ้ายังก็แน่นอนว่า ผู้ถามย่อมมีสิทธิที่จะได้รับเงินดังกล่าว แต่ถ้าได้รับไปแล้วจากการแจ้งขายล่วงหน้า อันนี้ก็เป็นอันหมดสิทธิครับ

ประเด็นที่สอง ถามว่า แล้วจะทำอะไรได้บ้าง? ซึ่งกรณีดังกล่าวนี้เกี่ยวเนื่องกับกฎหมายแรงงาน ดังนั้น หากคิดว่าเราถูกละเมิดสิทธิหรือถูกตัดสิทธิประโยชน์ ก็สามารถเรียกร้องโดยผ่านช่องทางศาลแรงงานได้ แต่คำถามคือ มันจะคุ้มหรือเปล่ากับจำนวนเงินที่เรียกร้อง กับเวลาและค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไปกับการเรียกร้องสิทธิ อาจจะต้องชั่งน้ำหนักดูนะครับ แต่ถ้า "ตั้งธง" เครื่องความถูกต้องชอบธรรม ก็ลุยได้เลยครับ ซึ่งเมื่อเข้าสู่กระบวนการศาล ก็จะต้องมีการ "ไกล่เกลี่ย" กันตามที่กฎหมายกำหนด ไม่แน่ว่า อาจจะตกลงกันได้ในชั้นไกล่เกลี่ยก็อาจเป็นได้ครับ

ขอให้โชคดีครับ

ทนายพร

2
ตอบ ทนายไม่ค่อยเข้าใจคำว่า “ขายรถที่แจ้งขายไปแล้ว” ว่าหมายถึงอะไร คงต้องขอคำอธิบายเพิ่มละครับ

อย่างไรก็ตาม เอาหลักการว่า หากมีข้อตกลงว่าจะจ่ายเงินพิเศษจากการขาย (คอมมิชชั่น) หากขายได้ตามเป้าหมาย เมื่อพนักงานสามารถปฎิบัติได้ดังนั้น นายจ้างก็ต้องปฎิบัติตามสัญญาคือต้องจ่ายค่าคอมมิชชั่น หากนายจ้างไม่จ่ายก็เป็นฝ่ายผิดสัญญา ก็สามารถที่จะไปฟ้องต่อศาลแรงงานเพื่อบังคับให้จ่ายได้ครับ ซึ่งคดีประเภทนี้มีขึ้นสู่ศาลเยอะมากนะครับ

หากคำตอบยังไม่เคลียร์ก็โทรสอบถามเพิ่มเติมได้นะครับ เพราะทนายก็อยากรู้เหมือนกันว่าขายรถที่แจ้งขายไปแล้วหมายความว่าอย่างไร....จะได้วิเคระห์ข้อกฎหมายให้ต่อไปครับ

ทนายพร

3
ตอบ ถ้าให้ตอบแบบกำปั้นทุบดิน ก็คือ นายจ้างสามารถทำได้ แต่ทำแล้วจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นี่แหละคือประเด็น จากกรณีคำถามเห็นได้ชัดเจนว่า เป็นการ “เปลี่ยนสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณต่อลูกจ้าง”  ดังนั้น ทางแก้ก็คือไปใช้สิทธิทางศาลในการฟ้องเพิกถอนคำสั่งของนายจ้างดังกล่าวต่อศาลแรงงาน ทั้งนี้ ลูกจ้างก็ควรจะเข้าไปคุยและส่งเป็นหนังสือคัดค้านอีกครั้งหนึ่งว่าการโยกย้ายไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ย้ายกลับตำแหน่งหน้าที่เดิม หากนายจ้างเพิกเฉยก็ใช้บารมีศาลเป็นที่พึ่งฟ้องเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวได้ครับ

อนึ่ง ขอให้ศึกษาเพิ่มเติมความหมายของคำว่า "สภาพการจ้าง" ตาม พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.๒๕๑๘ ครับ

ขอให้โชคดี

ทนายพร

4
ถามว่า "ถ้าการฟ้องบังคับให้ชำระหนี้ตามสัญญาขาดอายุความแล้ว และอีกฝ่ายยกอายุความขึ้นกล่าวอ้าง เราจะกำหนดเวลาพอสมควรให้อีกฝ่ายชำระหนี้ เพื่อบอกเลิกสัญญาหากอีกฝ่ายยังคงไม่ชำระหนี้ตาม ม.387 ได้ไหม"

ตอบ ที่ถามมาเป็นคนละประเด็นกันครับ กล่าวคือ ตาม ป.แพ่ง ม.๓๘๗ เป็นกรณีที่มีหนี้ต่อกันแล้วไม่ชำระตามสัญญาจึงใช้สิทธิบอกกล่าวให้ชำระหากเพิกเฉยจึงใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาต่อกัน เช่น ทำสัญญากู้เงินกัน ๑๐๐ บาท กำหนดชำระคืนภายใน ๗ วัน เมื่อครบกำหนดผู้กู้ไม่ชำระหนี้ ผู้ให้กู้จึงมีหนังสือบอกกล่าวให้ผู้กู้ชำระหนี้และบอกเลิกสัญญา เพื่อดำเนินการฟ้องตามขั้นตอนต่อไป ส่วนกรณีที่ฟ้องบังคับให้ชำระหนี้ซึ่งขาดอายุความแล้ว อีกฝ่ายยกขึ้นต่อสู้ ก็เป็นข้อกฎหมายที่คู่ความจะยกว่ากล่าวกันได้ ทางแก้กรณีที่ขาดอายุความ คือต้อง “ต่อ” อายุความไห้ได้ เช่น การทำสัญญารับสภาพหนี้ หรือ รับชำระหนี้บางส่วน เป็นต้น


ตามต่อว่า "แล้วถ้าอีกฝ่ายไม่คืนเงิน จะฟ้องบังคับให้กลับสู่ฐานเดิมได้ไหมคะและการฟ้องเรียกทรัพย์คืนนี้มีอายุความไหมเช่น ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน กำหนดโอนวันพรุ่งนี้ แต่ผู้ขายผิดสัญญาไม่มาจดทะเบียน และยังมิได้ส่งมอบการครอบครองที่ดิน ผ่านไป 12 ปี (ขาดอายุความแล้ว) ผู้จะซื้อไปฟ้องศาล ผู้จะขายยกอายุความขึ้นกล่าวอ้าง ศาลยกฟ้อง ทีนี้หลังจากศาลยกฟ้องแล้วเราจะบอกเลิกสัญญาตามมาตรา 387 ได้หรือเปล่าคะ แล้วถ้าเราไปฟ้องอีกครั้งเพื่อเรียกเงินคืน จะถือว่าขาดอายุความไปแล้ว ทำให้ศาลจะยกฟ้องอีกไหม"

ตอบ ก่อนอื่นต้องกลับไปดูสัญญาว่าในสัญญาเปิดช่องให้คู่ความกลับคืนสู่ฐานะเดิมได้หรือไม่ แต่ที่แน่ๆคือ ถ้าข้อเท็จจริงตามที่เล่ามามีเพียงเท่านี้ ศาลต้องยกฟ้องอีกแน่ แต่ทนายว่าอีกฝ่ายจะยกข้อต่อสู้ว่าเป็นฟ้องซ้ำอ่ะครับ แต่ท้ายที่สุดก็คงจะนำไปสู่จุดหมายเดียวกันคือศาลยกฟ้องครับ

ทนายพร
[/color]

5
ถาม-ตอบปัญหากฎหมาย / Re: การเลิกจ้าง
« เมื่อ: กันยายน 09, 2017, 02:31:24 AM »
ต้องขออภัยที่ทนายเข้ามาตอบช้านะครับ...อิอิ ออกตัวๆ 555

ถามมาหลายประเด็น เอาเป็นว่า ทนายตอบให้ทุกประเด็นตามที่ถามเลย ดังนี้

ประเด็นที่ ๑ ถามว่า "อยากสอบถามเกี่ยวกับการเลิกจ้างค่ะ ว่าถ้านายจ้างที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับการให้บริการด้านโทรทัศน์ แจ้งว่ามีแผนการยุติการรับส่งสัญญาณในระบบอนาล็อก ตามนโยบายและที่ได้รับอนุมัติจาก กสทช จึงมีความจำเป็นต้องเลิกจ้างพนักงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการในระบบอนาล็อก  แบบนี้ถือเป็นการเลิกจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน มาตรา 121 ไหมคะ"
 
ทนายก็ขอตอบว่า กรณีเช่นนี้ถ้าพิจารณาแล้วอาจจะก้ำกึ่งว่าจะเป็นการเลิกจ้างตามมาตรา ๑๒๑  ซึ่งหากจะเข้ามาตรา ๑๒๑ ชัดๆก็จะต้องการเป็นการนำเครื่องจักรหรือเทคโนโลยีเข้ามาทำแทนมนุษย์ เช่น เดิมเป็นพนักงานเชื่อมเหล็กตัวถึงรถยนต์ ต่อมาบริษัทได้นำเอาหุ่นยนต์เชื่อมเหล็กอัตโนมัติมาทำงานแทนพนักงานคนดังกล่าว อย่างนี้จึงจะเข้าองค์ประกอบตามมาตรา ๑๒๑ ครับ แต่กรณีที่ถามมาก็เป็นการนำ “เทคโนโลยี” เข้ามาแทน (นำระบบดิจิตอลมาแทนอนาล็อค) ก็เป็นประเด็นที่น่าสนใจและเท่าที่สืบค้นฎีกาก็ยังไม่เคยมีแนวคำพิพากษามาก่อนครับ แต่ก็มีใกล้เคียงคือแนวคำพิพากษาฏีกาที่  ๕๗๓๖/๒๕๔๘ และ ๗๖๘๓-๗๖๙๓/๒๕๔๘ แต่ก็เป็นคนละกรณีกับที่ถามมาครับ
 
คำถามประเด็นที่สอง ถามมาว่า "ที่ว่านายจ้างปรับปรุงหน่วยงาน กระบวนการผลิต การจําหน่าย หรือการบริการ อันเนื่องมาจากการนําเครื่องจักรมาใช้ หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักร หรือเทคโนโลยี ซึ่งเป็นเหตุให้ต้องลดจํานวนลูกจ้าง เพราะนายจ้างบอกว่าการเลิกจ้างครั้งนี้ไม่เข้ากับ มาตรา 121 จะจ่ายเงินชดเชยให้แค่ 10 เดือน"

ทนายวิเคราะห์แล้วมีคำตอบว่า ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่น่าสนใจครับ แต่แนวโน้มในความเห็นของทนายอาจจะเข้าตามมาตรา ๑๒๑ ครับ เพราะเป็นการเปลี่ยน “เทคโนโลยี” ซึ่งหากจะให้ยุติคงต้องให้ศาลแรงงานพิจารณาครับเพราะประเด็นนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายครับ

ถามในประเด็นสุดท้ายว่า "ถ้าธุรกิจของนายจ้างยังมีกำไรอยู่ การเลิกจ้างพนักงานแบบนี้ ถือเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมไหมคะ เพราะนายจ้างไม่ได้แค่ลดจำนวนลูกจ้าง แต่เลิกจ้างพนักงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด และนายจ้างก็ไม่เคยทำอะไรที่แสดงออกถึงการช่วยเหลือพนักงานอย่างการพยายามหาตำแหน่งอื่นให้ หรือมีโครงการเกษียณก่อนกำหนด เพื่อเกลี่ยพนักงานมาก่อนเลย และเมื่อตอนต้นปีก็ยังรับพนักงานใหม่ในส่วนนี้เพิ่ม  แต่พอกลางปีอยู่ๆ ก็จะเลิกจ้างพนักงานในส่วนนี้ทั้งหมดเลยค่ะ"

ทนายก็ตอบว่า ก็อาจจะไม่เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตาม วิ.แรงงาน มาตรา ๔๙ หากมีการเลิกจ้างพนักงานทั้งแผนก แต่อาจจะเป็นการเลิกจ้างตามมาตรา ๑๒๑ แทน แต่หากเป็นการเลิกจ้างพนักงานเพียงบางคนโดยลักษณะเป็นการเลือกปฎิบัติกรณีอย่างนี้ก็จะเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมครับ

น่าสนใจครับเครสนี้

ทนายพร


6
คำตอบเป็นไปตามคุณมโนธรรม อธิบายไว้เลยครับ
ทนายพร

7
เป็นที่น่าเสียดายเลยครับกรณีนี้ ทนายเคยบอกไว้ในเว็บไซด์นี้หลายครั้งว่า หากอยากจะเรียกร้องสิทธิตามกฎหมายแรงงาน ก็อย่างไปหลงเซ็นต์เอกสารอะไรง่ายๆ ให้ถามผู้รู้ เพื่อจะได้เป็นการรักษาสิทธิของตนเอง

ซึ่งจากคำถาม อ่านแต่ต้น ตอบได้เลยว่าหากเรื่องถึงโรงถึงศาลคุณมีโอกาสชนะคดีสูงทีเดียว สั่งเหล้าให-ไก่คู่ ไว้รอได้เลย

แต่คดีมาพลัก

ตรงที่คุณผู้ถาม ไป "เซ็นต์ใบลาออก" นี่แหละ มันเป็นปัญหา

เพราะการที่เราไปเซ็นต์ใบลาออก ก็หมายความว่า เราสมัครใจและเป็นฝ่ายที่ไปขอเลิกนิติสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างกับบริษัทนั่นเอง
เมื่อฝ่ายเราเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาจ้างเอง จึงไม่มีสิทธิไปเรียกร้องค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๘ หรือแม้แต่สิทธิตาม พรบ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๔๙ (เลิกจ้างไม่เป็นธรรม)

สรุปคือ เครสนี้ยากแล้วครับ เว้นแต่ บริษัทจะมีหนังสือเลิกจ้าง

ทนายพร

8
ถามแทนแฟนมาว่าแฟนโดนจับคดีมียาไอซ์ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมายมีน้ำหนัก0.15 กรัม ต้องจำคุกกี่ปี และต้องเสียค่าปรับเท่าไหร่?

อืมมม...ตอบให้ชัดๆตรงนี้ก็คือ ต้องโดนจำคุกแน่ๆครับ แต่ก็ยังมีโอกาสออกมาอยู่นะครับ แต่รับปากทนายได้มั๊ยว่า จะไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับมันอีก สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ดีเลยครับ เมื่อเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับมันแล้วออกยากด้วยละครับเรื่องอย่างนี้

เอาละเมื่อเหตุมันเกิดแล้วก็ต้องว่าไปตามตัวบทกฎหมาย ซึ่งท่านมโนธรรมได้ให้คำตอบไว้ชัดเจนแล้วครับ

ส่วนท้ายที่สุดศาลจะลงโทษจำคุกกี่ปีนั้น ก็เป็นดุลพินิจของศาล โดยท่านจะดูว่า เป็นความผิดครั้งแรกหรือไม่ หรือเป็นผู้ทำผิดซ้ำซากไม่เข็ดหลาบ อย่างนี้ก็จะนานหน่อยครับ

รวมทั้งเรื่องค่าปรับก็จะเป็นดุลพินิจของศาลเช่นกันครับ แต่ที่แน่ๆ เตรียมตังค์ไว้เลย หากไม่มี ศาลก็จะทำการกักขังแทนค่าปรับ โดยกำหนดวันละ ๕๐๐ บาท ก็คิดคำนวณเอาครับ

ทนายพร



9
พี่พรรณี (ต้องเรียกพี่แล้วล่ะเพราะบอกอายุมา 5555)
พี่พรรณีถามว่า บริษัทกำหนดในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานว่าพ้นการเป็นพนักงานเพราะเหตุเกษียณอายุ เมื่ออายุครบ ๕๕ ปี แต่เมื่ออายุครบเกษียณแล้ว บริษัทก็ยังให้ทำงานต่อไป ทีนี้ พี่พรรณีไม่อยากจะทำงานต่อไปอีกแล้ว อยากได้เงินตามสิทธิที่กฎหมายกำหนดจะทำอย่างไร จะมีปัญหาอะไรมั๊ย?

ทนายก็ขอตอบว่า ปัญหานี้ไม่ยากครับ ง่ายๆเลย อยู่ที่เราจะเลือกละครับว่าอยากจะให้มันเป็นแบบใหน

แบบแรก ทำงานต่อไป นิติสัมพันธ์ความเป็นนายจ้าง-ลูกจ้างก็เดินต่อไป จนกว่านายจ้างไม่จ้างเราแล้ว เมื่อนั้น เราก็มีสิทธิได้รับเงินชดเชยตามกฎหมายครับ

แบบที่สอง ไม่อยากทำงานต่อไปอีกแล้ว  ก็ให้คุณทำหนังสือแจ้งนายจ้างไปว่า เราอายุครบเกษียณตามข้อบังคับแล้ว ขอให้บริษัทจ่ายเงินชดเชยตามกฎหมายให้กับเราซะ ถ้านายจ้างจ่ายให้ก็จบครับ แต่แบบนี้ต้องระวังหน่อยนะครับ อาจสร้างความโมโหโกธากับนายจ้างมิใช่น้อย ดังนั้น ในการทำหนังสือก็ให้เหตุผลไปด้วยว่าที่ไม่อยากทำงานอีกต่อไปเพราะนั่น นี่ โน้น อะไรก็ว่าไป และที่สำคัญหนังสือดังกล่าวต้องไม่ใช่ "หนังสือขอลาออก" นะครับ ไม่เช่นนั้น เราจะเสียสิทธิไปในทันทีครับ

แบบที่สาม  รอกฎหมายใหม่ พรบ.คุ้มครองแรงงาน แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ ๖ ครับ อันนี้นายจ้างต้องจ่ายแน่ เพราะกฎหมายบังคับให้ต้องจ่ายครับ

ให้ทางเลือกไปแล้ว อยู่ที่พี่พรรณีจะเป็นผู้เลือกแล้วละครับ ส่วนทนายก็ได้แต่แนะนำและตอบคำถามมิตรรักแฟนเว็บที่ถามมาทุกคำถามละครับ

แล้วพี่พรรณีก็อยากจะรู็ต่อไปอีกว่า..ค่าชดเชยฉันจะได้กี่บาท...เอาเป็นว่าทนายให้การบ้านไปดูกฎหมาย "พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๘" ก็จะเป็นคำตอบครับ หรือถ้าจะให้ง่ายเข้า ก็ไปอ่านข้อความตอนท้ายของท่านมงคลเลยครับ

ขอให้โชคดีครับ

ทนายพร

10
ถาม-ตอบปัญหากฎหมาย / Re: กฏหมายแรงงาน
« เมื่อ: กรกฎาคม 25, 2017, 01:37:22 AM »
ถามมา ๒ บรรทัด แต่ตอบยาวแน่ เอาเป็นว่าเข้าเรื่องเลยนะครับ

ถามว่า นายจ้างส่งไปทำงานต่างประเทศ 5 ปี หลังจากย้ายกลับมาทำงานที่เดิม นายจ้างบอกจะจัดทำการว่าจ้างใหม่ ถามว่านายจ้างมีสิทธิ้ลดเงินเดือนกับผลประโยชน์ที่ได้รับหรือไม่

ก็ขอตอบแบบฟันทิ้ง เอ้ย..ฟันธงว่า ตามหลักกฎหมายแล้วจะลดเงินเดือนไม่ได้ เว้นแต่เราจะ "ยินยอม" ครับ ถ้าเรายอมอะไรก็ทำได้ทั้งหมดแหละครับ ถ้าเราไม่ยอมนายจ้างก็ไม่สามารถที่จะลดเงินเดือนเราได้ หากฝืนทำไป เราก็ไปใช้สิทธิผ่านช่องทางที่กฎหมายได้ให้สิทธิไว้ เช่น พนักงานตรวจแรงงาน (จ่ายจ่าจ้างไม่ครบ) หรือไปฟ้องศาล (เรียกค่าจ้างส่วนขาด) เป็นต้น

ถามต่อว่า ที่ต่างประเทศทำงาน 5 วันต่อสัปดาห์ ประเทศไทยทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์ ต่างประเทศมีคนขับรถ และรถประจำตำแหน่งให้ ประเทศไทยไม่มี งดเบี้ยเลี้ยงและค่าที่พักยอมรับได้ แต่ลดเงินเดือนนี้ทำอย่างไรดี

ก็ต้องตอบว่า อยู่ที่ผู้ถามล่ะครับว่าจะเอาอย่างไรดี ถ้าคิดว่าพร้อมที่จะรับแรงกดดัน ก็อย่าไปยอมครับ สู้ไปตามช่องทางที่ได้แนะนำ โดยยื่นคำขาดต่อนายจ้างว่า ห้ามลดเงินเดือนของข้านะเฟ้ย ไม่งั้นได้เห็นดีกันแน่ ไปเจอกันที่ศาลอะไรประมาณนี้ หรือถ้ายังไม่พร้อมที่จะรับแรงกดดัน ก็ต้องไปพูดคุยกับนายจ้างให้เข้าใจ ว่าเราเห็นแก่บริษัทนะเนี๊ยะถึงยอมลดให้ แต่ว่าจำนวนที่ขอลดอ่ะ ไม่ต้องเยอะได้ป่ะ หรือมีระยะเวลาสั้นๆได้ป่ะนาย อะไรป่ะมาณนี้ ก็จะเป็นทางออกหนึ่งบนหลักแรงงานสัมพันธ์ครับ

ยินดีต้อนรับ ท่านมงคล ยางงาม นะครับ ทนายขอแนะนำเลยคนนี้เป็นผู้มีความรู้ด้านแรงงานอย่างเชี่ยวชาญเลยครับ ที่สำคัญเป็นทีมงานของทนายความของฝ่ายกฎหมายคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) ด้วยครับ ว่างๆเข้ามาช่วยตอบคำถามก็จะดีมากเลยครับท่านมงคล

ทนายพร

11
นี่ก็เป็นปัญหาที่น่าหนักใจครับ จะไม่ให้ความร่วมมือก็จะถูกกล่าวหาว่าไม่เป็นแก่ประโยชน์สาธารณะ แต่ถ้ายอมๆไปก็จะเสียที่ดินไปมิใช่น้อย ทนายเข้าใจเลยครับ

เอาละถามมาเป็นข้อๆ ก็จะตอบเป็นข้อๆตามที่ถามเลยนะครับ ไปกันตามคำถามเลย

ถามในข้อแรกถาม ว่าในการที่  อ.บ.ต. จะดำเนินการโครงการขุดลอก และขยายลำคลองตามที่กว่ามาข้างต้นนั้น จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนอย่างไรบ้างครับ?

ตอบว่า หากหน่วยงานรัฐมีความประสงค์ที่จะเอาที่ดินของเอกชนไปใช้ประโยชน์สาธารณะตามโครงการต่างๆ ก็จะต้องดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอนตามที่กำหนดอย่างเคร่งครัดเพราะเป็นการใช้สิทธิที่ไปกระทบต่อประชาชน ซึ่งโดยทั่วไปจะมีวิธีการอยู่ ๒ วิธี คือ การจัดซื้อ หรือ การออกพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน (พ.ร.ฎ.) ซึ่งจะระบุท้องที่ จุดเริ่มต้น จุดสิ้นสุดและความกว้างของเขต พ.ร.ฎ. ซึ่งวิธีการดังที่กล่าวมาข้างต้นนั้นมีกฎหมายกำกับอยู่ นั่นก็คือพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530  ท่านสามารถหาความรู้เพิ่มเติมครับ

คำถามข้อที่ ๒. ถามว่าการที่ อ.บ.ต. จะดำเนินโครงการ ซึ่งโครงการดังกล่าวจะก่อให้เกิดผลกระทบกับชาวบ้าน หรือบุคคลหนึ่ง บุคคลใด ทาง อ.บ.ต. จะต้องมีการจัดประชุม สอบถามข้อคิดเห็น และได้รับคำยินยอมจากผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงหรือไม่ครับ?

ตอบ ในหลักการคือหากกระทบกับผู้ใดก็ต้องได้รับความยินยอมจากผู้นั้นเสียก่อนจึงจะดำเนินการได้ครับ

ข้อที่ ๓. ถามว่า การที่ อ.บ.ต. ได้ดำเนินโครงการซึ่งมีผลกระทบกับชาวบ้าน หรือบุคคลหนึ่ง บุคคลใด โดยอ้างว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ บุคคลที่ได้รับผลกระทบไม่ว่า จะเป็นหลายคน หรือแม้แต่ผู้ได้รับผลกระทบมีเพียงคนเดียว มีสิทธิในการที่จะร้องคัดค้าน เพื่อให้ระงับยังยั้งโครงการหรือไม่?

ตอบ เมื่อกระทบสิทธิของเรา เราก็มีสิทธิที่จะระงับยับยั้งโครงการดังกล่าวได้ โดยสามารถดำเนินการได้ทั้งทางแพ่ง,อาญาและทางปกครอง โดยหากเห็นว่า อบต.เข้ามาดำเนินการในที่ดินของเรา ก็ไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจข้อหาบุกรุก ทำให้เสียทรัพย์เอาไว้ก่อน แค่นี้ทนายว่า อบต.คงไม่กล้าที่จะดำเนินการต่อแล้ว หรือหาก อบต.มีหนังสือมาถึงเรากล่าวอ้างว่าเราได้ยินยอมแล้ว ดังนี้ต้องไปอาศัยช่องทางของศาลปกครอง ฟ้องเพิกถอนและขอคุ้มครองชั่วคราวไปในคราวเดียวกันก็ได้เช่นกันครับ


คำถามข้อที่ ๔. ถามว่าหากทาง อ.บ.ต. จะดำเนินการขุดลอก และขยายลำคลองจริง ผมในฐานะที่เป็นเจ้าของที่ ซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบ มีสิทธิที่จะเรียกร้องขอความเป็นธรรมได้ในช่องทางใดบ้างครับ

ตอบ..อ้าว..ลืมดูคำถามข้อ ๔ ทนายเลยตอบไปแล้วในข้อ ๓ ครับ...กลับไปอ่านเอานะครับ แต่คำแนะนำของท่านมโนธรรมก็เป็นข้อแนะนำที่ดีที่ให้ไปร้องศูนย์ดำรงธรรม ก็อาจได้รับการแก้ไขปัญหาที่รวดเร็วก็ได้นะครับ

หวังว่าคำตอบจะไขข้อข้องใจได้นะครับ ขอให้โชคดีครับ

ทนายพร

12
อ่านปัญหาแล้วก็น่าปวดหัวอยู่นะครับ เพราะทนายเข้าใจว่า ผู้ที่สร้างบ้านอยู่อาศัย ไม่เป็นญาติของเรา ก็ต้องเป็นคนที่สนิทกับครอบครัวกับเราจริงๆ มิเช่นนั้นก็คงไม่ได้สิทธิพิเศษอยู่ในที่ดินอันมีค่าดังทองคำเช่นนี้

เอาล่ะ ถามมาก็ตอบไป

จริงๆ ตามหลักกฎหมาย กรรมสิทธิในที่ดินเป็นของผู้ใด ผู้นั้นชอบที่จะใช้สอยที่ดินนั้นได้ หมายความว่า จะทำอะไรกับที่ดินก็ได้ เช่น ปลูกละมุด ลำใย มะเฟือง มะไฟ มะกรูด มะนาว มะพร้าว สมโอ ฟักแฟง แตงโม ชัยโย โห่เฮ้ววว...เอ้ย เยอะไป..แต่ก็เป็นหลักการนี้ครับ รวมทั้ง การจะมอบอำนาจให้ผู้อื่นเข้ามาใช้ประโยชน์บนที่ดินของเราด้วย เช่นการให้เช่า การมอบกรรมสิทธิเหนือผืนดิน เช่น การให้ใช้ประโยชน์ การให้อยู่อาศัย เหมือนที่ท่านผู้ถามได้ถามมานี่แหละ

ดังนั้น เมื่อเป็นการให้สิทธิผู้อื่นเข้ามาใช้สอยบนที่ดิน ก็ต้องดูว่า สิทธิที่ว่า ครอบคลุมเนื้อหาเป็นแบบใด ชั่วคราว หรือตลอดไป ซึ่งในคำถามก็ไม่ได้บอกไว้ ก็เดาเอาว่าคงจะบอกกันปากเปล่า ไม่ได้ไปจดทะเบียนเป็นแน่แท้

หากเป็นเช่นนี้ เมื่อเเม่ได้โอนที่ดินเป็นของผู้ถามแล้ว ก็เป็นสิทธิของผู้ถามที่จะเข้าครอบครองและใช้ประโยชน์บนที่ดินนั้น หากไม่มีสัญญาผูกมัดกับผู้ที่ปลูกบ้านอาศัยอยู่ ก็ต้องทำหนังสือแจ้งไปว่า กรรมสิทธิในที่ดินได้เปลี่ยนมือแล้ว และเราไม่ประสงค์จะให้อยู่อาศัยอีกต่อไป ให้รื้อถอนออกไปในเวลาอันสมควร

แล้วไอ้เวลาที่สมควรมันนานมั๊ยอ่ะทนาย...อาจอยากจะถามต่อ...ไม่ต้องถามครับ...ตอบให้เลยว่า..กฎหมายไม่ได้กำหนดไว้ เอาตามวิจารณญาณทั่วไป ตามที่เราจะเห็นสมควรหรือเอาง่ายๆ หากเป็นเราถูกให้รือบ้านเราอยากจะได้เวลาเท่าใด...ก็เท่านั้นแหละครับ..ใจเขาใจเรา

อ้าว..ถ้าบอกแล้วเค้าไม่ยอมรือถอนออกไปล่ะ

ก็ไม่ยาก ฟ้องต่อศาลเพื่อใช้อำนาจศาลไปบังคับให้เค้าต้องออกไปตามข้อแนะนำของท่านมโนธรรมเลย คดีอย่างนี้ศาลพิจารณาไม่ยาก

แต่ที่ยากคือยากจะทำใจขับไล่นี่แหละทนายว่านะ...จริงมะ

ทนายพร


13
ถาม-ตอบปัญหากฎหมาย / Re: ลากิจแต่ถูกไล่ออก
« เมื่อ: มิถุนายน 17, 2017, 01:56:29 AM »
โห..ถามมาตั้งกะเดือนพฤษภาคมแระ..ทนายมัวไปใหนมา...
เอาน่าๆ ยังทันๆ...

ถามว่า ลากิจทางเมล์ แล้วโดนเลิกจ้าง แล้วจะทำงัย????

อืมม..ปัญหานี้ก็เกิดขึ้นบ่อยๆนะครับ โดยเฉพาะฝากเพื่อนลา , ลาทางไลน์ , ทางเมล์ อะไรประมาณนี้ ซึ่งหากไม่มีปัญหาก็ดีไป แต่ถ้าเจ้านายไม่ปลื้มก็จะเป็นเช่นนี้แหละครับ

อย่างนี้ครับ ก่อนอื่นต้องกลับไปดู "ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน" หมวด "การลา" ว่าได้กำหนดวิธีการลาไว้ว่าอย่างไร และเราได้ดำเนินการตามขั้นตอนนั้นหรือไม่ หากไม่ได้ทำก็ถือว่าผิดระเบียบการลาครับ ซึ่งก็มีโทษทางวินัย ซึ่งโทษก็จะกำหนดไว้ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอีกเหมือนกัน

แต่ตอนนี้ถูกให้ออกจากงานแล้ว จะทำงัย?  ทนายแนะนำหน่อยยยยย....

อืมมม...หลังจากนั่งกุมขมับแล้ว  ก่อนที่ทนายจะตอบ ทนายมีคำถามว่า..ไอ้ที่ผ่านๆมาลากันทางเมล์ได้มั๊ย? ปกติหัวหน้าตอบกลับทางเมล์มั๊ยว่าอนุมัติหรือไม่อนุมัติ เพราะเรื่องนี้เป็นสาระสำคัญของคดีครับ

หากตอบว่า ปกติก็ลาอย่างนี้ ...โอกาสสูงที่จะชนะคดีครับ เพราะจะถือว่าเป็นประเพณีปฎิบัติ

แต่ถ้าตอบว่า นี่เป็นครั้งแรกครับ...อืมม..อันนี้ โอกาสชนะก็ไม่มากครับ เพราะโดยปกติ การลากิจต้องได้รับอนุมัติก่อนจึงจะลาได้ หากไปโดยยังไม่ได้รับอนุญาตก็จะเป็นการขาดงานซึ่งหากติดต่อกันสามวันก็เป็นเหตุให้นายจ้างเลิกจ้างได้นะครับ แต่จะมีข้อยกเว้นว่า หากการขาดงานนั้นเป็นกิจธุระอันจำเป็นไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เช่น คนในครอบครัวป่วยหนักต้องไปดูแล หรือไปงานศพคนในครอบครัว อย่างนี้เป็นต้น นายจ้างจะเลิกจ้างไม่ได้ครับ แต่ถ้าไปงานบวช งานแต่งเพื่อน อย่างนี้ ไม่รอดครับ

เอาเป็นว่า ข้อแนะนำคือ...ถ้าอยากลุ้น ก็ไปฟ้องศาลแรงงานครับ เมื่อเข้าสู่กระบวนการไกล่ก็พิจารณาเอาตามสถานการณ์เผื่อนายจ้างจะให้มาซักแสนสองแสนก็เอาไว้ก่อนครับดีกว่าไม่ได้อะไรเลย

ขอให้โชคดีครับ

ทนายพร

14
ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีด้วยนะครับ ที่จะได้ทายาทไว้สืบสกุล ก็ขอให้สุขภาพดีทั้งแม่และลูกนะครับ

ตอบตามที่ถามเลยนะครับ

ตามพระราชบัญญัตคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ มาตรา ๔๑ ให้สิทธิผู้หญิงลาคลอดได้ครรภ์หนึ่งไม่เกิน ๙๐ วัน เมื่อได้แจ้งขอลาหยุดแล้วบริษัทอนุญาติให้หยุดได้วันใดก็นับแต่วันนั้นเป็นต้นไปก็ไม่ต้องไปทำงานอีก เพราะกฎหมายมุ่งที่จะคุ้มครองแม่และเด็กให้ได้รับความปลอดภัย เพราะหากฝืนไปทำงานอาจจะกระทบกระเที่อนทั้งลูกและแม่ได้ล่ะครับ

เอาล่ะ เท่าที่เล่ามา เข้าใจว่า น่าจะเป็นงานด้านเอกสาร ถ้าตอบตามกฎหมายแบบเป๊ะๆ คุณก็ไม่ต้องไปทำครับ แต่ก็อย่างว่าล่ะครับ ตราบใดที่คุณยังต้องทำงานอยู่กับเค้า การที่จะปฎิเสธไม่ไปทำก็จะถูกมองว่าไม่ทุ่มเท ไม่รักบริษัท อะไรเที่อกนั้นไป เมื่อกลับไปทำงานหลังคลอดล่ะที่นี้งานจะงอกล่ะครับ

เอาเป็นว่า ทนายขอแนะนำว่า หากยังพอไปไหวก็ไปทำให้แต่ไม่ใช่ให้ไปทำทั้งวัน แบบไปสอนงานอะไรประมาณนี้ แต่ไม่ใช่ไปลงมือทำเอง หรือถ้าสามารถที่จะยกงานมาหาคุณที่บ้านได้ ก็ให้ยกมา แล้วก็แก้ไขงานไป ก็จะเป็นการดีทั้งสองฝ่าย ดีซะอีก เจ้านายจะได้มองว่า คุณรักบริษัทมากมาย ขนาดตั้งครรภ์ยังทำงานจนคลอด อาจส่งผลต่อการปรับเงินเดือนในรอบหน้าก็ได้นะครับจริงไป

รักษาสุขภาพนะครับ

ทนายพร



15
ถามสั้นๆว่า แฟนโดนจับยาบ้า หรือ แมทแอมเฟตามีน ๓๗๒ เม็ด ติดคุกกี่ปี

ก่อนอื่นก็ให้กำลังใจครับ พลาดพลังมาแล้วก็เริ่มต้นใหม่นะครับ ถึงแม้ว่าโอกาสจะน้อยนิด แต่คุณยังอยู่ภายนอกก็อย่าได้ไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดเลยนะครับ เพราะเรื่องเหล่านี้เค้าว่ากันว่าเข้าง่ายแต่ออกยากครับ

ก่อนอื่นต้องดูก่อนว่า ๓๗๒ เม็ดนั้น นำไปกลั่นเป็นสารบริสุทธิ์ได้กี่กรัม เพราะเดี๋ยวนี้พ่อค้ายาบ้าก็หัวหมอละครับ ไส่แป้งเยอะๆจนยาบ้ากลายเป็นยาแป้งก็มีเยอะไปครับ ลงทุนไม่กี่สตางค์แต่ขายหลายร้อย(มั๊ง) เมื่อได้แล้วก็มาปรับโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.๒๕๒๒
 
ซึ่งกรณีของคุณ เอาเป็นว่าถ้าไม่เกิน ๑๐๐ กรัม จำคุก ๕ปี ถึงตลอดชีวิต และปรับ ๕๐๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ บาท (ม.๖๖วรรค ๑)
หากเกิน ๑๐๐ กรัม จำคุกตลอดชีวิต หรือประหารชีวิต (ม.๖๖ วรรค ๒)

ทนายพร

หน้า: [1] 2 3 ... 15