24/10/18 - 09:39 AM


แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - ทนายพร

หน้า: [1] 2 3 ... 18
1
เครสนี้อธิบายได้ชัดเจนดีครับ
เอาเป็นว่า ทนายสรุปจากคำอธิบายและคำถามที่ว่า "คิดว่าแบบนี้เราจะได้เงิน ค่าคอมไหมค่ะ 65000"

ก็ต้องตอบว่า ในความคิดเห็นของทนาย ก็ตอบว่า ต้องได้ครับ
ส่วนเหตุผลก็เป็นไปตามที่ผู้ถามได้วิเคราะห์ไว้นั่นแหละครับถูกต้องแล้ว

ดังนั้น ในตอนนี้ก็คือต้องรอให้ครบกำหนดจ่ายก่อน ถ้าบริษัทไม่จ่าย ก็มีไปใช้สิทธิทางศาล โดยให้นิติกรของศาลเขียนคำฟ้องให้ ซึ่งไม่ยากครับ

ส่วนเงินประกัน ถ้าไม่จ่ายคืน ก็ให้ไปยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน ณ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในพื้นที่ที่คุณทำงานอยู่ ซึ่งถ้าไม่จ่ายโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ถ้าเกิน 7 วัน ก็ให้เรียกดอกเบี้ยและเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 15 ทุกระยะ 7 วัน ยกตัวอย่าง หากไม่จ่ายหรือจ่ายช้าจากเงินประกัน 169,000 บาท คุณจะได้เงินเพิ่มอีก 25,350 บาท ทุกระยะ 7 วัน หากคำนวนว่าจ่ายช้าไป 30 วัน คุณจะได้เงินเพิ่มตามมาตรา 9 นี้ อีก 1 แสนกว่าบาทครับ....น่าสนไหมล่ะครับ

ขอให้โชคดีครับ

ทนายพร

2
ทนายพยายามอ่านและทำความเข้าใจเรื่องราวอยู่หลายรอบ

สรุปก็คือ..ทนายก็ยังไม่ค่อยเข้าใจคำถาม...ฮา

เเต่เอาเป็นว่า ผู้ถามคงอยากจะถามว่า ถ้านายจ้างเลิกจ้าง จะทำอะไรได้บ้าง? ประมาณนี้(มั๊ง)

ก็ต้องแนะนำว่า อย่างแรก ห้ามเขียนใบลาออกเองโดยเด็ดขาด ถ้านายจ้างอยากเลิกจ้างก็ให้เลิกจ้างไป ถ้านายจ้างบอกว่า ไม่ต้องมาทำงานอีกแล้ว ก็ให้ถามนายจ้างว่า เลิกจ้างเราแล้วใช่มั๊ย ถ้านายจ้างบอกว่า ใช่ ก็ให้กลับบ้านไป

แล้วนอนพักให้หายเหนื่อย วันต่อมา หรือ ต่อๆๆๆมา (เอาที่สบายใจ) ก็ไปพบพนักงานตรีวจแรงงานพื้นที่(ถ้าอยู่ใน กทม.) หรือสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานประจำจังหวัด(ถ้าอยู่ต่างจังหวัด) ไปบอกว่าถูกนายจ้างเลิกจ้าง อยากจะเรียกร้อง ค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า วันหยุดพักผ่อนประจำปีสะสม/ตามส่วน และสิทธิ์อื่นๆตามที่กฎหมายแรงงานกำหนด ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็จะให้เขียนคำร้อง (คร.7) หลังจากนั้นก็จะมีการสอบสวนทั้งสองฝ่ายแล้วมีคำวินิจฉัยออกมาว่าจะมีสิทธิ์ได้รับเงินต่างๆหรือไม่

ประมาณนี้ครับ

หรือถ้าต้องการรายละเอียดมากกว่านี้ ต้องโทรคุยกันแล้วละครับจะได้ถามรายละเอียดได้อย่างครบถ้วน บอกตรงๆ อ่านแล้วยังงงๆ ครับ โดยเฉพาะ ผู้ถามมาทำงานแล้วทำให้ขายไม่ดี อันนี้ งงมากกกก....แล้วงานที่ทำคืองานอะไรครับ (มีฝ่ายบุคคลด้วย) และที่สำคัญมีคำว่า "ดิฉันเป็นไทย" ด้วยก็เลยอยากรู้มากว่า ทำงานอะไร อยู่ที่ใหน หากไม่ได้รับความเป็นธรรมจากนายจ้างจะได้ให้ความช่วยเหลือได้ครับ

ขอให้โชคดีครับ

ทนายพร

3
ถามทนายมาสั้นๆ ทนายก็จะตอบสั้นๆว่า.....ผิดกฎหมายแน่นอนครับ..

ไม่ว่าจะเป็นพนักงานรายวัน/รายเดือน หากมีฐานะเป็น "ลูกจ้าง" ย่อมได้สิทธิ์ตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน

ดังนั้น ถึงแม้ว่าจะเป็นพนักงานทดลองงาน แต่ก็ถือว่ามีฐานะเป็นลูกจ้างแล้ว เมื่อกฎหมายกำหนดให้มีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุดตามประเพณี ตามมาตรา ๕๖ ครับ

ทนายพร

4
ถามมาสั้นๆ แต่เป็นข้อกฎหมายล้วนๆ

เอาเป็นว่า ทนายขอทำความเข้าใจก่อนว่า การนับวันแบบปกติ กับการนับวันฝากขัง จะไม่เหมือนกันโดยบทบัญญัติของกฎหมาย

ซึ่งถ้าเป็นเรื่องฝากขังนั้น จะนับเป็น "ชั่วโมง" ตามความหนักเบาของข้อหาครับ ซึ่งแยกได้ดังนี้
          ๑. ในกรณีความผิดอาญาที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน ๖ เดือน หรือปรับไม่เกิน ๕๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลมีอำนาจสั่งขังได้ครั้งเดียว มีกำหนดไม่เกิน ๗ วัน
          ๒. ในกรณีความผิดอาญาที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินกว่า ๖ เดือน แต่ไม่ถึง ๑๐ ปี หรือปรับเกินกว่า ๕๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลมีอำนาจสั่งขังหลายครั้งติดๆ กันได้ แต่ครั้งหนึ่งต้องไม่เกิน ๑๒ วัน และรวมกัน ทั้งหมดต้องไม่เกิน ๔๘ วัน
          ๓. ในกรณีความผิดอาญาที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่ ๑๐ ปีขึ้นไป จะมีโทษปรับด้วยหรือไม่ก็ตาม ศาลมีอำนาจสั่งขังหลายครั้งติดๆ กันได้ แต่ครั้งหนึ่งต้องไม่เกิน ๑๒ วัน และรวมกันทั้งหมดต้องไม่เกิน ๘๔ วัน

ส่วนระยะเวลาเริ่มนับนั้น ให้เริ่มนับตั้งแต่พนักงานตำรวจผู้จับกุม นำตัวเราไปส่งมอบให้กับพนักงานสอบสวน หรือเอาง่ายๆ หากเราไปถึงสถานีตำรวจก็เริ่มนับเมื่อนั้นแหละครับ (ปัญหาที่พบคือถ้าเป็นคดียาเสพติด ตำรวจผู้จับกุมก็จะพาตัวผู้ต้องหาไปเก็บไว้ก่อน ยังไม่ส่งตัวให้พนักงานสอบสวน โดยอาจจะอ้างเรื่องการขยายผล หรืออาจรอเวลาให้ญาติผู้ต้องหามาเครียร์ เมื่อผู้ต้องหายังไปไม่ถึงพนักงานสอบสวน ระยะเวลาก็ยังไม่เริ่มนับนั่นเอง)

ส่วนการนับวันตามกฎหมาย เป็นไปตามประมวลกฎหมาย ว.แพ่ง มาตรา ๑๙๓/๓ โดยจะไม่นับวันแรก แต่จะนับวันถัดไปเป็นวันแรกครับ

ดังนั้น จากคำถาม ถามว่า โดนจับไวันที่ ๑๑ กันยายน มาศาลวันที่ ๑๓ กันยายน จะเริ่มนับเมื่อไหร่?
ทนายก็ตอบว่า คงจะเริ่มนับวันที่ ๑๔ เป็นวันแรกครับ ทั้งนี้จะต้องดูระยะเวลาครบกำหนดการควบคุมตัวของพนักงานสอบสวนเป็นหลักนะครับ

ทนายพร

5
ถาม-ตอบปัญหากฎหมาย / Re: โดนชนท้าย
« เมื่อ: กันยายน 30, 2018, 11:19:38 AM »
ถามมาก็ตอบไปครับ

ถามว่า...1.ทางเราจะโดนข้อหา หรือมีความผิดฐานใดบ้างในกรณีนี้
ตอบ ก็คงไม่ผิดละครับ ถ้าข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่เล่ามา เพียงแต่ที่บอกว่า.."ขับรถมาตามช่องทางซ้ายสุด ตามปกติ ได้เกิดเสียงดังขึ้น สามีเข้าใจว่ายางรถตนคงระเบิดเข้าแล้ว" อันนี้เป็นเจตนาภายใน ที่สามีคุณเท่านั้น ที่จะรู้ว่า เเท้จริงแล้ว รู้หรือไม่รู้ว่ามีรถจักรยานยนต์มาชนท้าย หากไม่รู้จริงๆ ก็ไม่ผิดครับ แต่ถ้ารู้ อันนี้ก็จะผิดฐานไม่ให้ความช่วยเหลือหรือแจ้ง ตาม พ.ร.บ.จราจรทางมาตรา 78 ครับ

2.การที่เราขับรถมาตามปกติ แล้วมีรถมาชนท้ายรถขณะที่เรากำลังวิ่งอยู่บนถนนในช่องทางของเราเราจะมีความผิดไหม และผิดอย่างไร
ตอบ ไม่ผิดครับ

3.ในกรณีที่เล่ามาทางญาติของผู้ตาย จะสามารถเอาผิด เราได้หรือไม่
ตอบ ถ้าเราไม่ผิด ญาติจะมาเอาผิดเราไม่ได้ครับ กลับกัน เราสามารถเอาผิดผู้ที่มาชนเราได้ด้วย หากทรัพย์สินเสียหายครับ

4.หากผลตรวจแจ้งว่า ไม่มี แอลกอฮอล์ เราจะมีส่วนผิด ไปด้วยไหม  แล้วถ้ามี แอลกอฮอล์ เราก็ยังจะผิดอยู่ไหม แล้วผิดอย่างไร
ตอบ มีแอลกอฮอล์หรือไม่มีแอลกอฮอล์ ถ้าเราไม่ผิดก็คือไม่ผิดครับ ใครก็จะมาทำอะไรไม่ได้ล่ะครับ

อนึ่ง เท่าที่อ่านคำถามก็ดูเหมือนว่าจะกังวลใจมิใช่น้อย ทนายก็แนะนำว่ายังไม่ต้องกังวลใจไปนะครับ เพราะปกติเมื่อมีการตายผิดธรรมชาติ(ตายตามธรรมชาติเข่นแก่ตาย) เจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะต้องทำการสอบสวนสาเหตุแห่งการตายว่าเกิดจากสาเหตุใด ซึ่งในขั้นตอนนี้ แน่นอนว่า ตำรวจต้องเรียกสามีคุณไปสอบสวนแน่นอน ก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ตำรวจฟังและบันทึกไว้ และอ่านเอกสารที่ตำรวจบันทึกให้ดีเสียก่อนแล้วค่อยเซ็นต์ชื่อ หากตำรวจเห็นว่าคุณขับรถมาตามปกติวิสัย มีอุปกรณืประจำรถครบถ้วนและไม่ได้ประมาท ตำรวจก็คงจะปล่อยตัวไปไม่แจ้งข้อกล่าวหาแต่อย่างใดละครับ

น่าจะเป็นคำตอบที่ทำให้อุ่นใจคลายความกังวลได้บ้างนะครับ

ทนายพร[/size]

6
ถามมาประมาณว่า ถูกหักค่าคอมฯจะฟ้องได้มั๊ย?

ตอบเลยละกัน..

ถามว่า ฟ้องเอาผิดกับบริษัทเอกชนแห่งนี้ได้มั๊ย? ก็ตอบว่า ฟ้องอ่ะฟ้องได้แน่ครับ แต่ก่อนที่จะฟ้องต้องไปดู "กฎระเบียบ/ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน" หรือ "ข้อตกลง" ระหว่างคุณกับบริษัทว่าไอ้เรื่องเงินค่าคอมฯมีข้อตกลงหรือเงื่อนไขกันไว้อย่างไร เช่น สิทธิในการหักค่าคอมฯ เป็นต้น
หากไม่มี ก็เป็นสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายที่คุณจะได้รับเงินค่าคอมฯเต็มจำนวนครับ

อนึ่ง ทนายเป็นห่วงเรื่องเดียวกว่า หากไปยื่นฟ้องต่อศาลแล้ว คุณยังสามารถที่จะทำงานที่นั่นต่อไปได้หรือไม่ เพราะคงจะถูกกดดันจากผู้บริหารไม่น้อยเลยล่ะครับ

ก็ขอให้กำลังละกันครับ

ทนายพร

7
จากที่เล่ามา ผู้ถามน่าจะมีอายุ 56 ปี และถูกเลิกจ้างก่อนจะครบเกษียณอายุ ก็เลยรู้สึกว่า "เฮ้ย..ทำงี้กับข้าได้งัยว่ะ..ทำงานมาตั้งนาน ไม่เห็นคุณค่ารึงัย..."อารมณ์คงประมาณนี้ อิอิ

เข้าเรื่องเลยทนาย..ฮา

เอาเป็นว่า ที่ถามมาว่าจะฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมต่อศาลตามมาตรา ๔๙ (วิ.แรงงาน) แยกออกจากการยื่นคำร้องต่อพนักงาตรวจแรงงาน(คร.7) ให้วินิจฉัยเกี่ยวกับเงินค่าชดเชยตามมาตรา ๑๑๘ และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้่าตาม มาตรา ๑๗ (คุ้มครองแรงงาน) นั้น ได้หรือไม่?  ขอตอบว่า...ได้ครับ

ส่วนที่ถามว่าอยากจะเรียกค่าเสียหายโดยใช้ฐานอายุงานที่เหลืออยู่เป็นเกณฑ์ในการให้ศาลกำหนดค่าเสียหายได้หรือไม่?
ก็ขอตอบว่า ก็บอกและอธิบายต่อศาลได้ครับ แต่ศาลจะฟังหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องนึง.. เพราะการกำหนดค่าเสียหายกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรนั้น พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๔๙ ได้บัญญัติให้สิทธิผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีใช้ดุลพินิจในการกำหนดค่าเสียหายให้ ซึ่งแต่ละเครสก็จะไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงแต่ละคดี หรือเรียกว่าต้องพิจารณาโดยคำนึงถึงอายุของลูกจ้าง ระยะเวลาการทำงานของลูกจ้าง ความเดือดร้อนของลูกจ้างเมื่อถูกเลิกจ้าง มูลเหตุแห่งการเลิกจ้างและเงินค่าชดเชยที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับ ประกอบการพิจารณา

ซึ่งแนวฏีกาที่ผ่านมา ศาลจะคำนวณโดยพิจารณาจากอายุงานที่ลูกจ้างเคยทำมา เช่น ทำงานมา ๒๐ ปี ก็จะได้รับค่าเสียหายเท่ากับค่าจ้างประมาณ ๒๐ เดือน อย่างนี้เป็นต้น

ประมาณนี้ละครับ เพราะอย่างที่บอกว่าการกำหนดค่าเสียหายเป็นดุลพินิจของศาลครับ

ทนายก็ขอให้ผู้ถามได้ค่าเสียหายเยอะๆนะครับ

ทนายพร

8
จากที่อ่านเรื่องราวก็น่าเห็นใจครับ

อยู่กินด้วยกันหวังสร้างอนาคตที่มั่นคงในภายภาคหน้า แต่อย่างว่าละครับ เรื่องของอนาคตมันไม่แน่ไม่นอน ที่แน่นอนคงมีเพียงความตายเท่านั้น เมื่อยังมีชีวิตอยู่ก็แก้ปัญหากันไปทีละเปลาะๆละครับ

และก็เข้าใจว่า ผู้ถามก็รอคำตอบอยู่อย่างกระวนกระวายใจมิใช่น้อย ทนายก็เลยต้องรีบมาตอบให้เผื่อว่าจะช่วยแบ่งเบาความเครียดไปได้บ้างนะครับ

ขอออกตัวก่อนนะครับว่า ปกติถ้ามีทนายความให้ความช่วยเหลือคดีแล้ว ผมจะไม่ก้าวล่วงไปแนะนำหรือเสนอแนะอะไร เพราะถ้าข้อเสนอแนะไม่ตรงกับทนายที่ท่านจ้างมาทำคดี ท่านก็จะรู้สึกหวั่นไหวกับข้อแนะนำครับ เฉกเช่นเดิมท่านมีนาฬิกาอยู่เพียงเรือนเดียว ท่านก็จะมั่นใจว่านาฬิกาของท่านเดินตรง แต่เมื่อท่านมีนาฬิกามาเพิ่มอีกเรือนเป็นสองเรือนท่านก็จะเกิดข้อสงสัยว่าแล้วนาฬิกาเรือนใหนมันเดินตรงล่ะ ก็ประมาณนี้

เอาละ มาดูข้อกฎหมายกันก่อน อันว่าชายกับหญิงอยู่กินด้วยกันโดยจดทะเบียนสมรสต่อนายทะเบียน ถือว่าเป็นสามีภรรยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ทรัพย์สินหรือหนี้สินที่เกิดขึ้นย่อมตกเป็นสินสมรส
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน ทรัพย์ที่เกิดขึ้นถึงเเม้จะไม่เรียกว่าสินสมรส แต่จะเรียกว่าทรัพย์สินร่วม ระหว่างชายกับหญิง หรือเรียกง่ายๆ ว่าทรัพย์ของหุ้นส่วนชีวิตนั่นเองครับ

แต่กรณีที่ถามมา มีการจดทะเบียนสมรสกัน ทรัพย์สินรวมทั้งหนี้สิน ก็ถือว่าเป็นสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๗๔

ดังนั้น ในกรณีนี้วิธีการก็คือต้องมาแจกแจงรายละเอียดก่อนว่า ทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันระหว่างสินสมรส มีอะไรบ้าง ก็ทำรายการไว้

รวมทั้งหนี้สินที่เกิดขึ้นมีหนี้อะไรบ้าง ก็ทำรายการไว้

นอกจากนี้ ก็ต้องแยกทรัพย์ที่เป็นสินส่วนตัวของแต่ละฝ่ายเอาไว้ด้วย หรือเรียกง่ายๆว่า เอาทรัพย์สิน และหนี้สินทั้งหมด มาวางกองแล้วค่อยๆแยกออกทีละรายการ ซึ่งทั้งหมดนี้ ผู้ที่รู้ดีที่สุดก็คือคุณและภรรยาครับ ถ้าเรื่องนี้ข้อเท็จจริงยุติ คดีก็จะง่ายขึ้นครับ แต่ถ้ายังมีข้อโต้แย้งว่า ทรัพย์ใดเป็นทรัพย์ส่วนตัว ทรัพย์ใดเป็นสินสมรส อันนี้ก็จะยุ่งมากมากขึ้น เพราะจะต้องทำการสืบพยานหลักฐานว่าแท้จริงแล้วทรัพย์นั้นอยู่ในสถานะใด

แน่นอนว่า ในการสืบพยานเรียกว่าหาข้อเท็จจริงเพื่อให้ศาลได้วินิจฉัยตัดสินก็จะต้องมีพยานหลักฐานมาประกอบ จะเบิกความลอยๆ ไม่ได้ มันจะไม่มีน้ำหนัก เช่น คุณบอกว่าไปกูธนาคารมา ก็ต้องมีสัญญาเงินกู้มาแสดงต่อศาล หรือบอกว่า เราเป็นคนใช้หนี้มาโดยตลอด ก็ต้องมีหลักฐานการส่งขำระหนี้ ซึ่งขอได้ที่สถาบันการเงินที่เราส่งไป หรือให้ทนายออกหมายเรียกไปกับธนาคารขอรายการเดินบัญชีการชำระเงินก็ได้ อย่างนี้ เป็นต้น

ดังนั้น ในการทำคดีก็ต้องแจ้งทนายความให้ละเอียดว่า มีทรัพย์สินอะไรบ้างที่มีก่อนสมรส มีทรัพย์อะไรบ้างที่เกิดขึ้นหลังการสมรส และมีหนี้สินอะไรบ้างที่มีก่อนสมรส และมีหนี้สินอะไรบ้างที่เกิดขึ้นหลังสมรส แล้วมานั่งประชุมคดีกัน ค่อยๆ คิดเเละหาพยานหลักฐานมาประกอบทุกรายการ หากรายการใหนไม่มีพยานหลักฐานอันนี้ก็ต้องทำใจละครับ ถ้าอีกฝ่ายมีพยานหลักฐานที่ดีกว่า เพราะคดีเเพ่งศาลจะใช้วิธีชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานครับ

หลักการและข้อแนะนำก็มีประมาณนี้ครับ

ขอให้ไกล่เกลี่ยกันได้นะครับ ให้กำลังใจครับ

ทนายพร



9
ขออภัยที่ตอบช้านะครับ งานแน่นจริงๆครับช่วงนี้

เอาเป็นว่าตอบเลยละกัน

จากข้อความที่เล่ามานั้น ยังมีความรู้สึกว่ายังไม่เข้าองค์ประกอบข้อหาหมิ่นประมาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๖ หรือ ๓๒๘ นะครับ
ถ้าจะมีเฉี่ยวบ้างก็ข้อความ "ออกแบบไม่ดี" เท่านั้น แต่ก็ยังไม่ชัดเท่าใหร่
เอาเป็นว่า ข้อหาหมิ่นประมาทนั้น ต้องดูที่ข้อความเป็นหลักว่าข้อความที่อีกฝ่ายกล่าวนั้นเป็นข้อความอะไร และข้อความนั้น บุคคลทั่วไปได้ยินแล้วเข้าใจว่าเราเป็นคนไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ ทำให้เราเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้จึงจะถือว่าเข้าองค์ประกอบของข้อหาหมิ่นประมาทครับ เอาผิดได้ทั้งอาญา (จำคุก) หรือเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่ง(เรียกเงิน) ได้ครับ

ทนายพร

10
เท่าที่อ่านรู้สึกว่าจะโดนจับไม่ใช่ครั้งแรก ประเด็นมันอยู่ตรงนี้ล่ะครับ
นอกจากนี้ เมื่อได้รับความปราณี ศาลให้คุมประพฤติ ก็ไม่ไปรายงานตัว ก็จะทำให้ทัศนคติของศาลต้องพิจารณามากขึ้น จากที่เคยมองว่าควรได้รับการปราณี
ในรอบนี้อาจจะไม่ใช่ก็ได้ เพราะศาลจะมองว่าญาติคุณไม่หลาบจำหรือยังไม่สำนึก
ส่วนจะให้ทนายตอบว่าจะศาลจะตัดสินอย่างไรนั้น ทนายคงตอบแบบชัดๆไม่ได้เพราะทนายไม่ใช่ศาลหรือผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดี
ดังนั้น ในชั้นสืบพยานก็ให้ญาติคุณหรือทนายเอาใบรับรองแพทย์เสนอต่อศาลไปด้วย เผื่อศาลจะเห็นใจไม่จำคุกแล้วส่งไปเข้าค่ายก็ได้นะครับ

เอาเป็นว่าทนายขอให้กำลังใจแล้วกันนะครับ

ทนายพร

11
ตั้งคำถามมา ๓ ข้อ ทนายก็จะตอบให้ทั้ง ๓ ข้อดังนี้ครับ
ถามว่า...
1. ควรฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม+ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการละเมิดทำให้เสียชื่อเสียงต่อศาลแรงงานพร้อมกันไหม หรือควรแยกฟ้องจากกัน (คดีแพ่งใกล้ขาดอายุความ)
ตอบ ก็ควรฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมต่อศาลแรงงาน ส่วนเรื่องละเมิดก็ไปว่ากันที่ศาลแพ่ง แต่เท่าที่อ่านข้อเท็จจริงที่ให้มานั้นก็ยังไม่ชัดนะครับในประเด็นละเมิดหรือทำให้เสียชื่อเสียงครับ หรือหากคิดว่าละเมิดแน่ก็ต้องไปฟ้องที่ศาลแพ่งในเขตอำนาจศาลครับ

2. วิธีการคำนวณค่าเสียหายทั้ง 2 กรณี มีหลักเกณฑ์อย่างไรบ้าง
ตอบ ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม จะเป็นดุลพินิจของผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดี โดยคำนึงองค์ประกอบหลายอย่างตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๔๙ โดยปกติตามแนวคำพิพากษาศาลฏีกาจะกำหนดค่าเสียหายตามอายุงานที่ทำมา ประมาณว่าปีละเดือนครับ
ส่วนค่าเสียหายในทางแพ่งฐานละเมิดตามมาตรา ๔๒๓ นั้น ก็เรียกได้เท่าที่เสียหาย หากคิดว่าเสียหายมากก็เรียกมาก แต่ทั้งนี้ ต้องมีพยานหลักฐานประกอบด้วยนะครับ จะกล่าวอ้างลอยๆโดยไม่มีหลักฐานไม่ได้ ศาลมักจะไม่กำหนดค่าเสียหายให้ ที่สำคัญหากเรียกค่าเสียหายมา ก็ต้องเสียค่าฤชาธรรมเนียมศาลมากด้วยเช่นกันครับ

3. ก่อนตัดสินใจมาทำงานที่บริษัทนี้ลาออกจากที่เดิมมา ทั้งๆ ที่อายุงาน 6 ปี แต่มาที่นี้ 2 ปี โดนเลิกจ้าง ตรงนี้สามารถนำมาคิดเป็นค่าเสียหายได้หรือไม่
ตอบ คิดได้ครับ แต่รวมๆแล้วศาลจะกำหนดค่าเสียหายให้ประมาณ ปีละเดือนอย่างที่บอกละครับ

ตอบให้ทั้งสามข้อแล้ว คงจะเครียร์สำหรับคำถามนะครับ ถ้าสงสัยก็ถามมาได้อีกนะครับ

ทนายพร


12
เป็นหัวข้อที่ Hot จริงๆในสมัยนี้ล่ะครับ

เอาเป็นว่าตอบแบบฟันธงตามที่ถามเลยนะครับ

เนื่องจากแฟนคุณ(แต่เป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของแฟนเก่า) ยังไม่ได้จดทะเบียนหย่ากันสถานะทางกฎหมายก็ยังถือว่าเป็นสามีภรรยากัน เพียงแต่การที่แต่ละฝ่ายแยกกันอยู่นั้น เป็นเพียงเหตุแห่งการฟ้องหย่าได้นั่นเอง

ดังนั้น ถึงแม้ว่าจะแยกกันอยู่หรือแต่ละฝ่ายจะไปมีคนใหม่ ในทางกฎหมายการกระทำของคุณก็ถือว่าอยู่ในสถานะชู้ตามความเข้าใจของคนทั่วไปและกฎหมายละครับ
ซึ่งแน่นอน เมื่อคุณอยู่ในสถานะนี้แล้วก็มีโอกาสที่จะถูกฟ้องได้เช่นกัน ส่วนฟ้องแล้วจะอย่างไรก็ไปว่ากันไป
 
ซึ่งทนายก็มีข้อแนะนำว่า ให้แฟนคุณไปดำเนินการขอหย่าให้เรียบร้อยซะ จะได้สบายใจ หากอีกฝ่ายไม่ยินยอมก็ไปดำเนินการฟ้องหย่าโดยอ้างเหตุแยกกันอยู่ ซึ่งก็ไม่ยากอะไรอีกเหมือนกันครับ

ให้กำลังใจครับ

ทนายพร

13
เข้าเรื่องเลย เวลาน้อยๆ 555+
ถามมาเกี่ยวกับยาเสพติด แต่มิใช่เรื่องของตนเอง แต่เป็นของญาติ เอาเป็นว่าถูกซัดทอด และถูกจับทั้งยาบ้าและไอซ์
สำหรับโทษที่จะได้รับก็ตั้งแต่ ๑๐ ปีขึ้นไปล่ะครับ เพราะจะถือว่าครอบครอง และครอบครองเพื่อจำหน่ายตามข้อสันนิฐานของกฎหมาย
ส่วนการรับสารภาพก็เป็นประโยชน์ต่อญาติคุณเองเพราะศาลก็จะปราณีลดโทษให้กึ่งหนึ่ง จาก ๑๐ ก็จะเหลือ ๕ อย่างนี้เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม โทษที่จะลงนั้น เป็นดุลพินิจของศาลที่จะเป็นผู้กำหนดครับ
หรือหากอยากจะรู้รายละเอียดให้หากฎหมาย "พรบ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.๒๕๒๒" ก็จะได้รู้รายละเอียดมากขึ้นครับ
ขอให้โชคดีครับ
ทนายพร

14
ถาม-ตอบปัญหากฎหมาย / Re: คดียาเสพติดครับ
« เมื่อ: สิงหาคม 09, 2018, 01:24:14 AM »
อัยยะ เอาแบบไม่ติดคุกเลยหราครับ

ก่อนอื่นเพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นท่านอื่น มาดูก่อนว่า ยาอี มันคือยาประเภทใหน?..

ยาอีหรือที่เรียกแบบเต็มยศว่า MDMA หรือ methylenedioxy methamphetamine ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของยาอี มีอีกชื่อหนึ่งคือ “Molly” เป็นยาเสพติดที่ถูกสังเคราะห์ขึ้นมาโดยมนุษย์ ผู้ใดได้เสพ(คือการนำเข้าสู่ร่างกายไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง) มันจะออกฤทธิ์ต่อสารเคมีต่างๆ ในสมอง ทำให้ผู้เสพยาแบบเม็ดหรือแคปซูลจะมีอาการเมายาอยู่ประมาณหลายชั่วโมง
MDMA จะส่งผลต่อสารเคมี 2 ชนิดภายในสมอง คือ เซโรโทนินและนอร์อิพิเนฟริน ทำให้ผู้เสพมีอาการเคลิบเคลิ้ม รู้สึกดี ส่งผลต่ออารมณ์ ความรู้สึกทางเพศ อาการง่วง ความไวต่อความรู้สึกเจ็บปวด และความก้าวร้าว โดยตัวยาจะเพิ่มระดับอารมณ์ของผู้เสพ ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์สุข ทุกข์ หรือโกรธ นอกจากนี้ MDMA อาจยังทำให้ผู้เสพรู้สึกกระตือรือร้นมากขึ้น และอาจส่งผลต่อประสาทสัมผัสและระบบการรับรู้ของสมองได้ ยาอีถูกจัดให้เป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 เนื่องจากเป็นยาเสพติดที่มีฤทธิ์รุนแรงและมีอันตรายต่อสุขภาพ ทั้งยังไม่มีประโยชน์ใดๆ ทางการแพทย์ ดังนั้น ผู้ที่ผลิต จำหน่าย ครอบครอง และเสพ ต้องได้รับโทษทางกฎหมายทั้งถูกปรับและจำคุก

ส่วนยาเค หรือ เคตามีนเป็นยาที่ใช้ในทางการแพทย์เพื่อใช้เป็นยาสลบซึ่งออกฤทธิ์เร็ว นำมาใช้ทั้งกับมนุษย์และสัตว์เพื่อการรักษาและการผ่าตัด ยาเคที่เป็นยาเสพติดผิดกฎหมายจะถูกผลิตออกมาในรูปแบบของผงสีขาวหรือสีขาวนวลใช้สูดเข้าทางจมูกหรือใช้ผสมกับใบยาหรือกัญชาเพื่อสูบ นอกจากนี้ ยาเคยังถูกนำมาใช้เพื่อก่ออาชญากรรมหรือเพื่อการกระทำชำเราทางเพศโดยการนำไปผสมกับเครื่องดื่มต่างๆ ยาเคถูกจัดให้เป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทประเภท 2 นั่นหมายถึง ยาเคยังสามารถใช้ในทางการแพทย์ได้แต่ต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดโดยแพทย์และต้องใช้โดยผ่านใบสั่งยาจากแพทย์เท่านั้น ดังนั้น ผู้ที่ผลิต ขาย นำเข้า ส่งออก และเสพ ต้องระวางโทษปรับและจำคุก เช่นกัน

ถ้าถามว่าโทษของยาสองตัวนี้ ตัวใหนหนักกว่ากัน ก็ต้องตอบว่า ยาอี เพราะเป็นยาเสพติดประเภทที่ 1


แล้วตามที่ถามมาเพื่อนจะติดคุกป่ะ?

ตอบว่า ไอ้ ุ6+2 ที่ว่าน่ะ เป็นครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือเพียงเสพ หากเป็นเสพ ยาอีก็ จำคุก 6 เดือน ถึง 10 ปีและปรับ 5,000-100,000 บาท
ส่วนยาเค ก็โทษเท่ากัน แต่ถ้าเป็นครอบครองยาอี อันนี้โทษจะหนักขึ้นโดยต้องดูที่ปริมาณสารบริสุทธิ์ (นั่นก็หมายความว่าพนักงานสอบสวนจะต้องส่งยาไปสกัดหาสารบริสุทธิ์เสียก่อนจึงจะทราบได้) คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่ถึง 20 กรัม จำคุก 1-10 ปี และปรับ 10,000-100,000บาท  หากคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 20 กรัมขึ้นไป ถือว่าครอบครองเพื่อจำหน่าย โทษก็จะหนักขึ้นไปอีก
ส่วนยาเค คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่เกิน 100 กรัม จำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 50,000 บาท หากคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 100 กรัม ขึ้นไป ถือว่าครอบครองเพื่อจำหน่าย โทษก็จะหนักขึ้นเหมือนกันครับ

เอาเป็นว่าถ้าเพื่อนผิดจริงก็รับสารภาพแบบแมนๆเลย อาจจะรอลงโทษหากศาลตัดสินไม่เกินห้าปี และไม่เคยต้องโทษมาก่อน แต่ถ้าไม่ได้ทำผิดก็สู้ไปครับ อาจจะรอดหรือติดเต็มก็เป็นได้ครับ

ถามมาสั้นๆ ทนายตอบซะยาว...เอาน่าเพื่อเป็นความรู้ครับ หรือถ้าอยากจะรู้มากกว่านี้ ก็ศึกษาได้ที่ พรบ.ยาเสพติดฯ ครับ

ทนายพร

15
ถาม-ตอบปัญหากฎหมาย / Re: สอบถามเรื่องคดี
« เมื่อ: สิงหาคม 09, 2018, 12:58:21 AM »
ทนายคงตอบฟันธงไปไม่ได้ละครับ เพราะทนายไม่ใช่ผู้พิจารณาคดีหรือศาล แต่ก็จะใช้ประสบการณ์ที่ทำคดีมานานตอบคำถามเพื่อเป็นแนวให้ได้รับทราบนะครับ
ก่อนอื่น ต้องดูก่อนว่าพนักงานอัยพนักงานอัยการบรรยายฟ้องไว้ว่าอย่างไร? ขอให้ลงโทษฐานไม่หลาบจำหรือไม่? หากใช่ก็เรื่องยาวละครับ อาจจะได้ไปพักแต่ก็ไม่นานครับถ้าเป็นครอบครองเพื่อเสพ(คาดว่าจะไม่เกิน ๑๐ หน่วยการใช้) ซึ่งโดยหลักแล้ว หากเป็นข้อหานี้และพนักงานอัยการไม่ขอให้ลงโทษฐานไม่หลาบจำก็มีโอกาศที่จะรอดละครับ เอาเป็นว่าทำใจไว้หน่อยก็ดีครับ

ขอให้โชคดีครับ

ทนายพร

หน้า: [1] 2 3 ... 18