19/08/18 - 06:44 AM


กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1
ถาม-ตอบปัญหากฎหมาย / Re: คดียาเสพติดครับ
« กระทู้ล่าสุด โดย ทนายพร เมื่อ สิงหาคม 09, 2018, 01:24:14 AM »
อัยยะ เอาแบบไม่ติดคุกเลยหราครับ

ก่อนอื่นเพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นท่านอื่น มาดูก่อนว่า ยาอี มันคือยาประเภทใหน?..

ยาอีหรือที่เรียกแบบเต็มยศว่า MDMA หรือ methylenedioxy methamphetamine ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของยาอี มีอีกชื่อหนึ่งคือ “Molly” เป็นยาเสพติดที่ถูกสังเคราะห์ขึ้นมาโดยมนุษย์ ผู้ใดได้เสพ(คือการนำเข้าสู่ร่างกายไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง) มันจะออกฤทธิ์ต่อสารเคมีต่างๆ ในสมอง ทำให้ผู้เสพยาแบบเม็ดหรือแคปซูลจะมีอาการเมายาอยู่ประมาณหลายชั่วโมง
MDMA จะส่งผลต่อสารเคมี 2 ชนิดภายในสมอง คือ เซโรโทนินและนอร์อิพิเนฟริน ทำให้ผู้เสพมีอาการเคลิบเคลิ้ม รู้สึกดี ส่งผลต่ออารมณ์ ความรู้สึกทางเพศ อาการง่วง ความไวต่อความรู้สึกเจ็บปวด และความก้าวร้าว โดยตัวยาจะเพิ่มระดับอารมณ์ของผู้เสพ ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์สุข ทุกข์ หรือโกรธ นอกจากนี้ MDMA อาจยังทำให้ผู้เสพรู้สึกกระตือรือร้นมากขึ้น และอาจส่งผลต่อประสาทสัมผัสและระบบการรับรู้ของสมองได้ ยาอีถูกจัดให้เป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 เนื่องจากเป็นยาเสพติดที่มีฤทธิ์รุนแรงและมีอันตรายต่อสุขภาพ ทั้งยังไม่มีประโยชน์ใดๆ ทางการแพทย์ ดังนั้น ผู้ที่ผลิต จำหน่าย ครอบครอง และเสพ ต้องได้รับโทษทางกฎหมายทั้งถูกปรับและจำคุก

ส่วนยาเค หรือ เคตามีนเป็นยาที่ใช้ในทางการแพทย์เพื่อใช้เป็นยาสลบซึ่งออกฤทธิ์เร็ว นำมาใช้ทั้งกับมนุษย์และสัตว์เพื่อการรักษาและการผ่าตัด ยาเคที่เป็นยาเสพติดผิดกฎหมายจะถูกผลิตออกมาในรูปแบบของผงสีขาวหรือสีขาวนวลใช้สูดเข้าทางจมูกหรือใช้ผสมกับใบยาหรือกัญชาเพื่อสูบ นอกจากนี้ ยาเคยังถูกนำมาใช้เพื่อก่ออาชญากรรมหรือเพื่อการกระทำชำเราทางเพศโดยการนำไปผสมกับเครื่องดื่มต่างๆ ยาเคถูกจัดให้เป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทประเภท 2 นั่นหมายถึง ยาเคยังสามารถใช้ในทางการแพทย์ได้แต่ต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดโดยแพทย์และต้องใช้โดยผ่านใบสั่งยาจากแพทย์เท่านั้น ดังนั้น ผู้ที่ผลิต ขาย นำเข้า ส่งออก และเสพ ต้องระวางโทษปรับและจำคุก เช่นกัน

ถ้าถามว่าโทษของยาสองตัวนี้ ตัวใหนหนักกว่ากัน ก็ต้องตอบว่า ยาอี เพราะเป็นยาเสพติดประเภทที่ 1


แล้วตามที่ถามมาเพื่อนจะติดคุกป่ะ?

ตอบว่า ไอ้ ุ6+2 ที่ว่าน่ะ เป็นครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือเพียงเสพ หากเป็นเสพ ยาอีก็ จำคุก 6 เดือน ถึง 10 ปีและปรับ 5,000-100,000 บาท
ส่วนยาเค ก็โทษเท่ากัน แต่ถ้าเป็นครอบครองยาอี อันนี้โทษจะหนักขึ้นโดยต้องดูที่ปริมาณสารบริสุทธิ์ (นั่นก็หมายความว่าพนักงานสอบสวนจะต้องส่งยาไปสกัดหาสารบริสุทธิ์เสียก่อนจึงจะทราบได้) คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่ถึง 20 กรัม จำคุก 1-10 ปี และปรับ 10,000-100,000บาท  หากคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 20 กรัมขึ้นไป ถือว่าครอบครองเพื่อจำหน่าย โทษก็จะหนักขึ้นไปอีก
ส่วนยาเค คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่เกิน 100 กรัม จำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 50,000 บาท หากคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 100 กรัม ขึ้นไป ถือว่าครอบครองเพื่อจำหน่าย โทษก็จะหนักขึ้นเหมือนกันครับ

เอาเป็นว่าถ้าเพื่อนผิดจริงก็รับสารภาพแบบแมนๆเลย อาจจะรอลงโทษหากศาลตัดสินไม่เกินห้าปี และไม่เคยต้องโทษมาก่อน แต่ถ้าไม่ได้ทำผิดก็สู้ไปครับ อาจจะรอดหรือติดเต็มก็เป็นได้ครับ

ถามมาสั้นๆ ทนายตอบซะยาว...เอาน่าเพื่อเป็นความรู้ครับ หรือถ้าอยากจะรู้มากกว่านี้ ก็ศึกษาได้ที่ พรบ.ยาเสพติดฯ ครับ

ทนายพร
2
ถาม-ตอบปัญหากฎหมาย / Re: สอบถามเรื่องคดี
« กระทู้ล่าสุด โดย ทนายพร เมื่อ สิงหาคม 09, 2018, 12:58:21 AM »
ทนายคงตอบฟันธงไปไม่ได้ละครับ เพราะทนายไม่ใช่ผู้พิจารณาคดีหรือศาล แต่ก็จะใช้ประสบการณ์ที่ทำคดีมานานตอบคำถามเพื่อเป็นแนวให้ได้รับทราบนะครับ
ก่อนอื่น ต้องดูก่อนว่าพนักงานอัยพนักงานอัยการบรรยายฟ้องไว้ว่าอย่างไร? ขอให้ลงโทษฐานไม่หลาบจำหรือไม่? หากใช่ก็เรื่องยาวละครับ อาจจะได้ไปพักแต่ก็ไม่นานครับถ้าเป็นครอบครองเพื่อเสพ(คาดว่าจะไม่เกิน ๑๐ หน่วยการใช้) ซึ่งโดยหลักแล้ว หากเป็นข้อหานี้และพนักงานอัยการไม่ขอให้ลงโทษฐานไม่หลาบจำก็มีโอกาศที่จะรอดละครับ เอาเป็นว่าทำใจไว้หน่อยก็ดีครับ

ขอให้โชคดีครับ

ทนายพร
3
ถาม-ตอบปัญหากฎหมาย / คดียาเสพติดครับ
« กระทู้ล่าสุด โดย POl เมื่อ สิงหาคม 08, 2018, 09:32:45 AM »
ขอรบกวนหน่อยครับ พอดีเพื่อนผมติดคดีมียาอี 6 เม็ด และยาเค อีก 2 พึ่งต้องโทษเป็นครั้งแรกครับ จะโดนอะไรไหมครับ? และจะช่วยเหลือยังไงได้บ้างครับ ให้ไม่ติดตุก
4
ถาม-ตอบปัญหากฎหมาย / Re: เมื่อครบอายุเกษียน60ปี
« กระทู้ล่าสุด โดย ทนายพร เมื่อ สิงหาคม 08, 2018, 01:50:06 AM »
ตอบตามที่ถามเลยนะครับ
ตอบข้อ ๑. เมื่ออายุครบอายุเกษียณตามข้อบังคับ (บางแห่งกำหนดอายุเกษียณไม่เท่ากัน อาจจะ ๕๕ หรือ ๖๐ ปี) ถือเป็นการสิ้นสุดสัญญาจ้างเพราะเหตุเกษียณอายุ จึงมีสิทธิ์ได้รับเงินค่าชดเชยตามมาตรา ๑๑๘ ตาม พรบ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ แต่หากไม่ได้กำหนดอายุเกษียณไว้ในข้อบังคับให้ถือว่าลูกจ้างครบอายุเกษียณอายุเมื่อครบ ๖๐ ปี โดยลูกจ้างจะต้องแจ้งเป็นหนังสือให้นายจ้างทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า ๓๐ วันจึงมีสิทธิ์จะได้รับเงินค่าชดเชยเพราะเหตุเกษียณอายุ หากลูกจ้างไม่ได้ทำหนังสือเเจ้งนายจ้างให้ถือว่าเป็นนิติสัมพันธ์ระหว่างนายจ้าง-ลูกจ้าง ยังคงดำเนินต่อไปจนกว่าลูกจ้างจะใช้สิทธิ์หรือลาออกหรือตายไปข้างหนึ่งละครับ

ตอบข้อ ๒.ยังมีสิทธิ์ได้รับเงินชดเชยอยู่ครับ

ตอบข้อ ๓.ถ้าเป็นกรณีอย่างนี้ จะไม่ได้รับเงินค่าชดเชยนะครับ เพราะการสิ้นสุดเกิดจากฝ่ายลูกจ้างที่ขอลาออก ถ้าหากอยากจะได้เงินชดเชยจะต้องทำหนังสือแจ้งนายจ้าง โดยต้องมีข้อความสำคัญที่แสดงว่าจะสงค์จะเกษียณอายุเพื่อขอรับเงินค่าชดเชยครับ

ตอบข้อ ๔. ก็อยู่ที่ลูกจ้างจะตัดสินใจเลยครับ หากเป็นกรณีที่ครบอายุเกษียณแล้วนายจ้างจ่ายค่าชดเชยแล้ว นายจ้างยังจ้างต่อก็ถือว่าโชคดีไปหรือจะทำงานไปเรื่อยๆ เบื่อเมื่อใหร่ก็ทำหนังสือแจ้ง ก็เป็นทางเลือกที่ดีอยู่นะครับ เอาเป็นว่าเอาตามที่คุณพี่สบายใจเลยครับ..อิอิ

ขอให้โชคดีครับ

ทนายพร

5
ถาม-ตอบปัญหากฎหมาย / สอบถามเรื่องคดี
« กระทู้ล่าสุด โดย backza3233 เมื่อ สิงหาคม 03, 2018, 09:14:08 PM »
ผมอยากทราบว่า ตัวผมเองมีใบแดงหรือง่าย ๆ ว่ามีคดีติดตัวมาก่อนคือคดีจำหน่าย ผมพึ่งจะโดนข้อหา ครอบครองไว้เพื่อเสพ แล้วศาลให้ผมไปฟื้นฟู แล้วผมประกันตัวออกมา ผมอยากทราบว่าผมจะโดนตัดสินจำคุกไหมคับ
6
ถาม-ตอบปัญหากฎหมาย / เมื่อครบอายุเกษียน60ปี
« กระทู้ล่าสุด โดย วิชัย เมื่อ กรกฎาคม 31, 2018, 03:38:32 PM »
1.เมื่อครบอายุเกษียน60ปีลูกจ้างจะได้รับเงินชดเชยจากนายจ้างตามระยะเวลาการทำงานหรือไม่อย่างไร
2.ถ้าครบอายุเกษียนแล้วบริษัทไม่ได้แจ้งและจ่ายเงินชดเชยให้ลูกจ้างและลูกจ้างไม่ได้ท้วงติงแต่ได้ทำงานต่อไปอีก1ปีแล้วถูกเลิกจ้างเม่ืออายุ61ปีลูกจ้างจะยังมีสิทธิได้รับเงินชดเชยจากการครบเกษียนอายุ60ปีก่อนหน้านี้ไหมครับ
3.ถ้าครบอายุเกษียนแล้วบริษัทไม่ได้แจ้งและจ่ายเงินชดเชยให้ลูกจ้างและลูกจ้างไม่ได้ท้วงติงแต่ได้ทำงานต่อไปอีก1ปีแล้วลูกจ้างลาออกเองเม่ืออายุ61ปีลูกจ้างจะยังมีสิทธิได้รับเงินชดเชยจากการครบเกษียนอายุ60ปีก่อนหน้านี้ไหมครับ
4.ลูกจ้างควรปฏิบัติอย่างรไในกรณีที่ครบอายุเกษียนตามข้อ2 เช่นควรรับเงินชดเชยก่อนแล้วทำสัญญาว่าจ้างใหม่กับนายจ้าสำหรับการทำงานหลังจากนั้นหรือทำงานไปเรื่อยๆจนกว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะบอกเลิก
7
ถามมาเป็นข้อๆ ก็ตอบเป็นข้อๆ อย่าเสียเวลามาเข้าเรื่องกันเลย

1. การคิดค่าคอมมิชชั่นพนักงาน/เดือน ควรคิดจากยอดขายที่พนักงานแต่ละคนทำได้ตามหลักเกณฑ์ถูกต้องไหมคะ??
ตอบ เงินค่าคอมมิชชั่น คือเงินพิเศษที่นายจ้างตกลงจ่ายเพื่อเป็นแรงจูงใจในการทำงานนอกเหนือจากเงินค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับ อย่างไรก็ตาม เงินค่าคอมมิชชั่น มิใช่เงินที่บังคับให้นายจ้างต้องจ่าย แต่เป็นข้อตกลงระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างจึงถือเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างอย่างหนึ่งที่ทั้งสองฝ่ายจะต้องปฎิบัติ ดังนั้น การที่จะคิดค่าคอมมิชชั่นจากยอดใดนั้นต้องขึ้นอยู่กับข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันครับ

2. การคิดค่าคอมฯ ควรคิดจากยอดที่พนักงานทำได้จำนวณเต็ม หรือต้องหักค่าอะไรไหม อย่างเช่นที่ทำอยู่จะหักค่า ( ค่าเช่าสถานที่ประกอบการ,ค่าน้ำ,ค่าไฟ,ค่าเน็ต,หักเงินที่ต้องจ่ายพนักงานรายเดือนรายวีก,หักค่าแต่งหน้า,หักค่าช่างภาพ,) รายการที่แจ้งหักมาเป็นเพียงคร่าวๆที่หักจากยอดขายเป็นรายจ่ายต่อเดือน และคงเหลือยอดสุทธิเพื่อคิดยอดค่าคอมมิวชั่นให้พนักงาน ???แบบนี้ถูกแล้วใช่ไหมคะ
ตอบ ข้อนี้ก็เป็นไปตามการอธิบายในข้อแรกนะครับ ส่วนที่ถามมาว่าก่อนการนำมาคำนวณต้องนำไปหักนั่น นี่ โน้น และฯลฯ..บร้าๆๆๆ ทนายคิดว่ามันก็เกินไปอยู่นะครับ เอาเป็นว่า ทนายแนะนำว่าจับเข่านั่งปรึกษาหาข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายรับกันได้ดีกว่ามั๊ยครับ มิเช่นนั้น ทำงานไปก็จะไม่สบายใจ และอาจส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจในอนาคตได้นะครับ เอาใจช่วยครับ

3.ทำงานเข้างาน 9:00 เลิกงาน 20:00 ทุกวัน หยุดได้เดือนละ 2 ครั้ง แบบนี้เราทำงานเยอะเกินไปรึเปล่า
ตอบ ถ้าเป็นการทำงานในเวลาทำงานปกติ ก็เยอะไปครับ ถ้ามีการทำงานล่วงเวลาก็ไม่เยอะ ส่วนหยุดเดือนละ ๒ ครั้ง อันนี้ก็น้อยไปหน่อยครับ ไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดครับ เว้นแต่จะเป็นการทำงานในวันหยุดเพิ่มและได้เงินเพิ่มก็สามารถทำได้ครับ

4.ไม่มีสวัสดิการ?
ตอบ อืมมม....ทำงานมานานแล้วหรือยังครับ ทนายแนะนำลองขยับขยายเป็นเจ้าของกิจการเองดีกว่าไหมครับ?

5.ไม่มีประกันสังคม?
ตอบ กฎหมายกำหนดให้นายจ้างที่มีลูกจ้างต้องแจ้งการเป็นผู้ประกันตนต่อสำนักงานประกันสังคม หากนายจ้างใดไม่ปฎิบัติตามกฎหมาย มีโทษทางอาญาและมีโทษปรับค่อนข้างสูงเลยทีเดียว ดังนั้น คุณสามารถตรวจสอบสิทธิได้ที่เว็บไซด์ประกันสังคมครับ

6.สตาทเงินเดือนเพียง 7,000
ตอบ เท่าที่ทนายเคยให้คำปรึกษา กรณีเป็นพนักงานขาย ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานมักจะไม่ได้ใช้คำว่า “พนักงานขาย” แต่มักจะใช้คำว่า “ที่ปรึกษางานขาย” โดยพยายามเลี่ยงคำว่า “ลูกจ้าง” โดยหาช่องว่างเพื่อจะได้ไม่ต้องปฎิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานนั่นเอง เช่น ที่ปรึกษางานขาย (Sale) ของโชว์รูมรถยนต์ต่างๆ ดังนั้น กรณีของคุณที่ถามว่าเงินเดือนเจ็ดพัน โอเครหรือไม่นั้น ก็ต้องกลับไปดูข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเพื่อความชัดเจนนะครับ

ทนายพร
8
อันนี้มายาวเลย แต่เป็นสิ่งที่ควรรู้ไว้บ้างนะครับ เป็นเรื่องที่พบเจอกันได้บ่อย
9
ถาม-ตอบปัญหากฎหมาย / Re: สลิปเงินเดือน
« กระทู้ล่าสุด โดย nubwo23 เมื่อ กรกฎาคม 25, 2018, 01:10:15 PM »
ขอบคุณสำหรับข้อมมูลดีๆที่มาแบ่งปันให้ได้อ่านนะค่ะ
สมุนไพรไทย
10
1. การคิดค่าคอมมิวชั่นพนักงาน/เดือน ควรคิดจากยอดขายที่พนักงานแต่ละคนทำได้ตามหลักเกณฑ์ถูกต้องไหมคะ??
2. การคิดค่าคอมฯ ควรคิดจากยอดที่พนักงานทำได้จำนวณเต็ม หรือต้องหักค่าอะไรไหม อย่างเช่นที่ทำอยู่จะหักค่า ( ค่าเช่าสถานที่ประกอบการ,ค่าน้ำ,ค่าไฟ,ค่าเน็ต,หักเงินที่ต้องจ่ายพนักงานรายเดือนรายวีก,หักค่าแต่งหน้า,หักค่าช่างภาพ,) รายการที่แจ้งหักมาเป็นเพียงคร่าวๆที่หักจากยอดขายเป็นรายจ่ายต่อเดือน และคงเหลือยอดสุทธิเพื่อคิดยอดค่าคอมมิวชั่นให้พนักงาน ???แบบนี้ถูกแล้วใช่ไหมคะ
3.ทำงานเข้างาน 9:00 เลิกงาน 20:00 ทุกวัน หยุดได้เดือนละ 2 ครั้ง แบบนี้เราทำงานเยอะเกินไปรึเปล่า
4.ไม่มีสวัสดิการ?
5.ไม่มีประกันสังคม?
6.สตาทเงินเดือนเพียง 7,000
หน้า: [1] 2 3 ... 10