10/08/22 - 20:31 pm


แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - ทนายพร

หน้า: [1] 2 3 ... 48
1
ปัญหาเรื่องเงินๆทองๆนี้ไม่เข้าใครออกใครนะครับ

หากเห็นว่านิติบุคคลบริหารงานไม่เป็นไปตามที่เราต้องการก็ให้หาวิธีที่จะเข้าไปเปลี่ยนแปลงโดยการสมัตรเข้าเป็นกรรมการบริหารนิติบุคคลเองก็ได้

ซึ่งตามพระราชบัญญัติจัดสรรที่ดิน พ.ศ.๒๕๔๓ ได้กำหนดให้นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ต้องมี "ข้อบังคับ" ของหมู่บ้านจัดสรรด้วย ซึ่งทุกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรก็ต้องมีข้อบังคับแน่นอน ดังนั้น ในลำดับแรกให้ไปขอดูข้อบังคับก่อน ว่าสิทธิหน้าที่ของสมาชิกมีอะไรบ้าง แน่นอนว่าสิทธิของสมาชิกสามารถตรวจสอบบัญชีของนิติบุคคลได้ ส่วนจะไปบังคับให้นิติบุคคลให้ออกประกาศหรือรายละเอียดรายรับรายจ่ายได้หรือไม่นั้น ก็ให้ดูข้อบังคับนั้นๆครับ ซึ่งทนายแนะนำว่า หากเราติดใจก็แจ้งไปที่กรรมการว่าเราจะขอตรวจสอบบัญชี ทั้งรายรับ-รายจ่าย หลักฐานต่างๆ สมุดบัญชีรายวัน สมุดบัญชีแยกประเภท เพื่อดูว่าเงินที่ได้รับมานั้นถูกต้องหรือไม่ อย่าไปบังคับกรรมการให้ต้องออกประกาศตามที่เราขอเลยครับ แต่เข้าไปตรวจสอบเองน่าจะดีกว่าครับ

ทนายพร.

2
อื้อหืออออ...ใจร้ายจัง

การโยกย้ายเปลี่ยนแปลงตำแหน่งงาน เป็นอำนาจการบริหารจัดการของฝ่ายนายจ้าง

แต่การโยกย้ายดังกล่าวนั้น จะต้องไม่ลดคุณค่า หรือไม่ด้อยไปกว่าเดิม หรือที่เรียกว่า "ต้องเป็นคุณ" เว้นแต่เป็นงาน "วิชาชีพเฉพาะ" และได้ได้สมัครงานในวิชาชีพเฉพาะนั้นตั้งแต่ต้น นายจ้างจะโยกย้ายไม่ได้เลย เว้นแต่....เราจะยินยอม

ดังนั้น ให้พิจารณาว่าในตำแหน่งที่เราทำงานนั้น เป็นงานวิชาชีพหรือไม่ หากไม่ใช่ งานเดิมเราทำงานอะไร และที่จะย้ายไปนั้น เป็นงานอะไร หากระดับงานที่เท่ากันนั้น นายจ้างสามารถสั่งให้เราไปทำงานได้ แต่ถ้าลดต่ำกว่าเดิม เราสามารถที่จะปฎิเสธได้ แต่ก็อาจจะอยู่ยากอีกนั่นแหละ เพราะนายจ้างก็อาจจะให้หนังสือตักเตือนเราได้ฐานไม่ปฎิบัติตามคำสั่ง หากเรายังดื้อดึงก็คงถูกเลิกจ้างฐานผิดซ้ำคำเตือน ประมาณนี้

ข้อแนะนำ ก็อาจจะต้องคุยกับนายจ้างดู หากยังยืนยันว่าจะให้เราย้ายไป และเรายังอยากทำงานต่อไป ก็อยากจะให้ลองไปทำดูก่อน คิดซะว่างานดังกล่าวนั้น นายจ้างเค้ามองเห็นความสามารถของเราว่าเราจะทำงานนี้ได้ดี จึงได้มอบหมายงานนี้ให้เราทำ ก็ทำด้วยความสนุกก็จะทำให้ชีวิตจิตใจดีขึ้นเองล่ะครับ

หรือถ้าไม่ไหว...อาจจะต้องคุยเรื่องเงินค่าชดเชยหรือเงินช่วยเหลืออะไรประมาณนั้นแหละครับ..

ให้กำลังใจนะครับ

ทนายพร.

3
การจะกลับเข้าไปเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจภายหลังจากถูกไล่ออกนั้น หากพิจารณาตาม พ.ร.บ คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.๒๕๑๘ มาตรา ๙ นั้น ต้องบอกว่า ก็มีโอกาสอยู่ครับ ทั้งนี้ต้องไปดูข้อบังคับ/กฎ ระเบียบของหน่วยงานนั้นๆว่า ได้กำหนดคุณสมบัติพนักงานรัฐวิสาหกิจไว้ว่าอย่างไร

ซึ่งมาตรา ๙ กำหนดคุณสมบัติต้องห้ามในการจะเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจไว้ใน (๘) ไม่เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากงาน เพราะทุจริตต่อหน้าที่

ดังนั้น หากคุณไม่ได้ถูกให้ออกเพราะทุจริต ก็ยังมีโอกาส แต่ถ้าเกิดจากเหตุทุจริต ก็หางานเอกชนทำได้เลยครับ

ให้กำลังใจครับ

ทนายพร.

4
การรอลงอาญา มีเจตนาเพื่อให้จำเลยได้กลับตัวเป็นพลเมืองดีของสังคม หากจำเลยยังไม่สำนึกและไปกระทำผิดซ้ำอีก ในครั้งหลังศาลมักจะไม่ปราณี นอกจากนี้ กฎหมายยังกำหนดให้ศาลต้องเพิ่มโทษที่จะลงแก่ผู้ต้องหาอีก "กึ่งหนึ่ง" ด้วย เพื่อให้จำเลยหลาบจำไม่ไปกระทำความผิดอีก

ดัวนั้น ตามที่ถามมาว่าจะมีโอกาสรอการลงโทษอีกหรือไม่ ก็ต้องตอบว่า มีโอกาสน้อยครับ ส่วนจะถูกลงโทษเพียงใดนั้น เป็นดุลพินิจของศาลตามการต่อสู้ของจำเลย หากรับสารภาพ ก็ติดน้อย หากสู้ ก็ติดนาน อะไรประมาณนี้ล่ะครับ

ขอให้โชคดีครับ

ทนายพร.

5
ถาม-ตอบปัญหากฎหมาย / Re: โดนรถชนมาคะ
« เมื่อ: มิถุนายน 09, 2022, 10:09:16 pm »
ไม่ต้องเตรียมเอกสารอะไรเลยในตอนนี้ ให้แจ้งโรงพยาบาลว่า ให้ต่อสิทธิประกันสังคมเลยครับ

อย่างไรก็ตาม ต้องไปใช้สิทธิในโรงพยาบาลได้เราได้เลือกไว้นะครับ

หากเป็นกรณีฉุกเฉิน สามารถเข้าได้ทุกแห่ง ภายใน ๗๒ ชั่วโมง แล้วให้โรงพยาบาลนั้นๆ แจ้งให้โรงพยาบาลตามสิทธิประกันสังคม ส่งรถมารับเพือรักษาต่อไปครับ

ขอให้หายเร็วๆนะครับ

ทนายพร.

6
ไม่ว่าในสัญญาจะเขียนผูกมัดว่าอย่างไรก็ตาม หากขัดต่อกฎหมายก็ถือเป็นโมฆะ ครับ

ส่วนที่ถามมาก็ตอบตามคำถามเลยนะครับ..

ถามว่า
ถ้าไม่อยากย้ายไปทำบริษัทในเครือ
1. สามารถแจ้งบริษัทว่าไม่เต็มใจย้าย แล้วจะได้ค่าชดเชยมั๊ย
ตอบ หากไม่อยากย้ายก็แจ้งไปว่าไม่ยินยอมย้าย ตามมาตรา ๑๓ แห่ง พรบ.คุ้มครองแรงงาน โดยแจ้งเป็นหนังสือ และมีสิทธิ์ได้รับเงินค่าชดเชยตามมาตรา ๑๑๘

2. ถ้าไม่ได้ สามารถออกได้เลยโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า 30 วันหรือไม่
ตอบ ดูข้อ ๑ ครับ

ทนายพร.

7
ตอบสั้นๆ ว่า เป็นครับ
ให้ใช้สิทธิ์กองทุนเงินทดแทนเลยครับ
ทนายพร.

8
เมื่อกฎหมายกำหนดให้พืชกระท่อม ไม่เป็นความผิดอีกต่อไป กฎหมายให้ถือว่าโทษที่เคยได้รับนั้น ให้เสมือนไม่เคยได้รับโทษดังกล่าว
ดังนั้น ตามที่ถามไม่เป็นปัญหาครับ ตัดชุดรอได้เลยครับ

ทนายพร.

9
โดนคดีในระหว่างที่ศาลมีคำพิพากษารอลงอาญา
โอกาสในรอบนี้มีไม่มากแล้วนะครับ หากจะลุ้นก็ควรทำคำให้การสวยๆเลย โดยยกเหตุความจำเป็น ภาระความรับผิดชอบ หรืออะไรก็แล้วแต่เพื่อให้ศาลเห็นใจ และที่สำคัญก็รับสารภาพซะหากว่าทำความผิดจริง ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ศาลจะใช้ดุลพินิจรอลงอาญาได้
แต่อย่างไรก็ตาม หากกระทำความผิดซ้ำนั้น กฎหมายกำหนดให้เพิ่มโทษอีกกึ่งหนึ่งนะครับ
ขอให้โชคดีครับ
ทนายพร.

10
ไปสอบเลยครับ อย่าไปกังวลในเรื่องแค่นี้

เมื่อกฎหมายใหม่ระบุว่าไม่เป็นความผิดแล้วก็สบายใจได้

เอาว่าขอให้สอบผ่านทั้งข้อเขียนและสมรรถนะร่างกายก็แล้วกันครับ

ขอให้โชคดีครับ

ทนายพร.

11
โดน ๕๐๐ เม็ด คงต้องโดนข้อหา ครอบครองเพื่อจำหน่ายอีกข้อหาหนึ่งแน่  แต่ต้องนำยาเสพติดนั้นไปสกัดหาสารบริสุทธิอีกครั้งเพื่อดูว่ามีสารบริสุทธิอยู่เท่าใด เพราะสมัยนี้ยาบ้าปลอมก็มีมากนะ

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาโทษตาม พรบ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๖๕ ได้ระบุโทษไว้ว่า... ผู้ใดผลิต นำเข้า หรือส่งออกซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา ๑๕ ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งล้านบาทถึงห้าล้านบาท ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นการกระทำเพื่อจำหน่าย ต้องระวางโทษประหารชีวิต
มาตรา ๑๕ ระบุว่า..ห้ามมิให้ผู้ใดผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ..

แต่อย่างไรก็ตาม การกำหนดโทษนั้น เป็นดุลพินิจของศาลและพฤติการณ์แห่งคดีนะครับ หากทำผิดจริงรับสารภาพก็มีเหตุบรรเทาโทษ ถ้าสู้ก็ติดเต็มหรือไม่ติดเลย ต้องพิจารณาให้ดีนะครับ

ทนายพร.

12
การที่จะรอลงอาญาหรือไม่นั้น มีองค์ประกอบหลายส่วน โดยเฉพาะอย่างอย่างการเขียนอุทธรณ์ ว่าจะเขียนในแนวใหน แน่นอนว่าหลักเกณฑ์ของศาลคือคำพิพากษานั้นต้องจำคุกไม่เกิน ๕ ปี ก็มีสิทธ์ รอลงอาญาครับ

ซึ่งกำหนดไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ ที่บัญญัติว่า

ผู้ใดกระทำความผิดซึ่งมีโทษจำคุกหรือปรับ และในคดีนั้น ศาลจะลงโทษจำคุกไม่เกินห้าปี ไม่ว่าจะลงโทษปรับด้วยหรือไม่ก็ตาม หรือลงโทษปรับ ถ้าปรากฏว่าผู้นั้น

(๑) ไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อน หรือ

(๒) เคยรับโทษจำคุกมาก่อนแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ หรือเป็นโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือ

(๓) เคยรับโทษจำคุกมาก่อนแต่พ้นโทษจำคุกมาแล้วเกินกว่าห้าปี แล้วมากระทำความผิดอีก โดยความผิดในครั้งหลังเป็นความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ และเมื่อศาลได้คำนึงคำนึงถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรม สุขภาพ ภาวะแห่งจิต นิสัย อาชีพ และสิ่งแวดล้อมของผู้นั้น หรือ สภาพความผิด หรือการรู้สึกความผิด และพยายามบรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้น หรือเหตุอื่นอันควรปรานีแล้ว ศาลจะพิพากษาว่าผู้นั้น มีความผิดแต่รอการกำหนดโทษ หรือกำหนดโทษแต่รอการลงโทษไว้ ไม่ว่าจะเป็นโทษจำคุก หรือปรับอย่างหนึ่งอย่างใดหรือทั้งสองอย่าง เพื่อให้โอกาสกลับตัวภายในระยะเวลาที่ศาลจะได้กำหนด แต่ต้องไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่ศาลพิพากษา โดยจะกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของผู้นั้นด้วยหรือไม่ก็ได้

เอาเป็นว่า เขียนอุทธรณ์ให้เข้าหลักเกณฑ์ข้างต้นก็แล้วกันครับ...มีลุ้นแน่นอน

ขอให้โชคดีครับ

ทนายพร.

13
เมื่อพืชกระท่อม มิใช่สิ่งผิดกฎหมายต่อไปแล้ว เนื่องจากมีกฎหมายได้ยกเลิกว่าไม่ใช่สิ่งผิดกฎหมาย
โดย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ ได้บัญญัติไว้แล้วโดยสรุปว่า คดีที่เคยมีความผิดหากกฎหมายใหม่ระบุว่าไม่มีความผิด ก็ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดนั้น

สรุป ไม่มีปัญหาครับ อยู่ที่จะผ่านสัมภาษณ์และผ่านสอบสมรรถนะร่างกายหรือเปล่าเท่านั้น.. ;D

ขอให้โชคดีครับ

ทนายพร.

14
หากข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่เล่ามาแล้ว ก็อาจจะตีความได้ว่า การย้ายสถานประกอบการส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของลูกจ้าง ตามมาตรา ๑๒๐ ได้ ทั้งนี้ อาจจะต้องตรวจสอบและทดสอบว่าข้อกล่าวอ้างทั้งเรื่องระยะทาง+ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นนั้นเป็นจริง เพื่อให้คณะกรรมการสวัสดิการฯ ออกคำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงินค่าชดเชยกรณีย้านสถานประกอบการตามมาตรา ๑๒๐ ให้ครับ

ซึ่งเมื่อนายจ้างแจ้งให้ย้ายลูกจ้างก็จะต้องแจ้งนายจ้างเป็นหนังสือให้นายจ้างทราบภายในสามสิบวันว่าไม่ประสงค์จะไปโดยต้องให้เหตุผลด้วยว่าที่ไม่ไปเพราะอะไร หลังจากนั้น หากนายจ้างไม่จ่ายเงินค่าชดเชยให้ก็ไปยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการสวัสดิการ ณ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดในพื้นที่ที่คุณทำงานอยู่เพือให้มีคำสั่งต่อไปครั้ง

ซึ่งกระบวนการยื่นคำร้องก็ไม่ต้องใช้ทนายความให้เสียสตางค์แต่อย่างใดครับ ไม่ยากๆ

ทนายพร.

15
ถาม-ตอบปัญหากฎหมาย / Re: ค่าเลี้ยงดู
« เมื่อ: มีนาคม 17, 2022, 03:23:14 am »
เรื่อ่งภายในครอบครัวเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและแต่ละกรณีก็จะมีความแตกต่างกัน

แต่อย่างไรก็ตาม ก็ขอให้กำลังให้ก้าวข้ามความลำบากกายใจในครั้งนี้ให้ได้นะครับ

ส่วนข้อกฎหมายที่จะแนะนำ กรณีจะฟ้องชายชู้หรือบุคคลอื่นซึ่งมากระทำละเมิดต่อภรรยาของเรานั้น อย่างแรก ต้องเป็นคู่สามีภรรยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งหมายถึง ต้องจดทะเบียนสมรสกันอย่างถูกต้องเท่านั้น ซึ่งเครสนี้ก็น่าจะจดทะเบียนสมรสกัน เพราะทนายอ่านเจอคำว่า"หย่า"

เมื่อมั่นใจว่าจะต้องดำเนินการทางกฎหมาย อาจจะต้องใช้บริการนักสืบเอกชน ซึ่งจะมีทีมงานและมีความเชี่ยวชาญในการหาหลักฐานมาส่งให้ได้ แต่ก็จะมีค่าใช้จ่ายพอสมควรนะครับ ซึ่งหลักฐานต้องมีความชัดเจนว่ามีการคบหากันในเชิงชู้สาว เช่น ไปเปิดห้องในโรงแรมแล้วถ่ายภาพทั้งขณะทั้งคู่เดินเข้าและออก หรือข้อมูลการพูดคุยกันในลักษณะบุคคลทั่วไปอ่านแล้วเข้าใจได้ว่าเป็นไปในลัษณะชู้สาว เป็นต้น ส่วนภาพที่เดินไปซื้อของ จับไม้จับมือ หรืออยู่กันสองต่อสอง ฯลฯ นั้น ศาลยังมองว่าพยานหลักฐานยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าเป็นกรณีที่มีความสัมพันธ์ฉันท์ชู้สาวครับ โอกาสที่ศาลจะยกฟ้องก็มีสูงครับ

ส่วนข้อแนะนำก็คือ หากพิจารณาดูแล้วคงไม่สามารถจะไปต่อได้เเล้ว ก็คิดเสียว่าฟ้าได้ขีดเส้นชีวิตให้เคียงคู่กันเท่านี้ และฟ้ากำลังทดสอบคุณว่าคุณจะมีความเข็มแข็งในการนำพาลูกทั้งสองคนไปถึงฝั่งฝันได้หรือไม่ และในตัวของคุณเองก็ต้องเชื่อมั่นในตนเองว่าจะสามารถก้าวข้ามอุปสรรคอันน้อยนิดไปให้ได้ และเดินหน้าต่อไปอย่างมั่นคง เพื่ออนาคตของคุณและลูกของคุณละครับ

ในระหว่างนี้ หากฝ่ายหญิงอยากจะมีคนใหม่ เค้าจะต้องติดต่อคุณมา ทีนี้คุณก็จะเป็นต่อแหละ จะไปทำข้อตกลงเรื่องค่าเลี้ยงดูหรือค่าอะไรก็ว่าไป เพราะตราบใดที่คุณยังถือใบทะเบียนสมรสอยู่ อีกฝ่ายก็ไม่สามารถที่จะสมรสซ้อนได้ หรือถ้าฝ่ายหญิงชะล่าใจไปอยู่กินฉันท์สามี-ภรรยากับคนใหม่ ก็เป็นโอกาสทองของคุณที่จะหาหลักฐานได้อย่างง่ายดายเพื่อประกอบการฟ้องชู้เพื่อเรียกค่าเสียหายได้ครับ

ให้กำลังใจครับ

ทนายพร.

 

หน้า: [1] 2 3 ... 48