19/02/20 - 10:04 AM


แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - ทนายพร

หน้า: [1] 2 3 ... 29
1
ตอบตามที่ถามเลยนะครับ
ที่ถามมาในข้อ ๑ การนับวันผิดนัด...ที่คุณเข้าใจนะถูกแล้ว สิงหาคม ๕๗ คือวันผิดนัดที่จะทำให้โจทก์ใช้สิทธิ์ฟ้องได้  อายุความ ๕ ปี นับแต่วันผิดนัดคือสิงหาคม เมื่อโจทก์ฟ้องในวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๖๒ หนี้นี้จึงขาดอายุความแล้ว การขาดอายุความต้องยกเรื่องอายุความขึ้นต่อสู้นะครับ ศาลยกขึ้นเองไม่ได้
ส่วนประเด็นได้รับหมายศาลหรือไม่ เป็นประเด็นเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่จะต้องไปพิสูจน์ว่าเราไม่รู้เรื่องการฟ้อง ก็มีสิทธิที่จะขอให้ศาลหยับยกคดีนี้ขึ้นมาพิจารณาคดีใหม่ได้ แต่ต้องยื่นคำร้องตามที่กฎหมายกำหนดนะครับ

ข้อ ๒ ตอบว่า...ถ้าจะไกล่เกลี่ยก็ไปที่ศาลเลยครับ ซึ่งเมื่อไกล่เกลี่ยได้ศาลก็จะมีคำพิพากษาตามยอม...แต่ที่ทนายสงสัยคือถ้าจะยกอายุความขึ้นต่อสู้ก็ไม่ต้องไปไกล่เกลี่ยครับ แต่อาจจะถูกมองว่า กู้เงินเค้าแล้วไม่ใช้คืน ก็ต้องทนเอาหน่อยนะครับ

ข้อ ๓ ตอบว่า...ปกติทนายความโจทก์ก็จะได้รับยอดสำหรับการเจรจามาแล้วครับ อยู่ที่ว่าหนี้ก้อนนี้ได้ดอกเบี้ยมาเท่าไหร่แล้ว ส่วนใหญ่ก็จะลดให้ ๓๐ - ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของยอดฟ้องครับ ทั้งนี้ก็อยู่ที่การเจรจาครับ

ข้อ ๔. ตอบว่า...อืมมมม....อยู่ที่คุณเลยครับว่าจะเชื่อทนายคนใหน...ฮา ;D ;D ;D
ถ้าไม่ไป ก็เต็มตามฟ้อง ถ้าไปก็เจรจาลดยอดได้ หรือถ้าสู้ก็ยกอายุความขึ้นต่อสู้ ถ้าชนะก็ไม่ต้องจ่ายซักบาท ตัดสินใจเอาครับ

ข้อ ๕. ตอบว่า...ถ้าเป็นเจ้าบ้าน กฎหมายสันนิฐานว่าเป็นเจ้าของบ้านนั้น เมื่อเป็นเจ้าของก็ยึดบ้านและทรัพย์สินที่อยู่ในบ้านได้ครับ ส่วนใครจะมากล่าวอ้างว่าทรัพย์นั้นไม่ใช่ของจำเลยก็ต้องไปยื่นคำร้องขอปล่อยทรัพย์หรือขอกันส่วนตามกฎหมายต่อไปครับ ส่วนที่ดินถ้าตรวจสอบแล้วไม่มีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของก็ยึดไม่ได้ครับ ยึดได้แต่บ้านกับทรัพย์สิน ถ้าเป็นบ้านไม้นี่ถูกยึดแน่ครับ แต่ถ้าบ้านปูนก็อาจจะไม่ยึด น่าจะไม่คุ้มเพราะรื้อถอนแล้วคงจะไม่ได้อะไร

ครบถ้วนแล้วนะครับสำหรับคำถาม หรือถ้ายังมีข้อสงสัยก็ถามเพื่อนที่เป็นทนายได้นะครับ น่าจะได้ความกระจ่างได้ครับ ;D

ขอให้โชคดีครับ

ทนายพร.

2
ถาม-ตอบปัญหากฎหมาย / Re: สอบถามเรื่องคดี
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 03, 2020, 01:20:31 AM »
กว่าทนายจะเข้ามาตอบก็น่าจะเกินวันขึ้นศาลไปแล้ว 

แต่อย่างไรก็ตามก็ยังมีทนายอาสาที่ช่วยทำคดีให้ก็เบาใจไปเปลาะหนึ่งละครับ เพราะทนายอาสาก็มีความรู้ความสามารถทางคดีและจบจากสำนักอบรมแห่งวิชาว่าความเหมือนๆกับทนายทุกท่านนี้แหละครับ

ส่วนที่ถามว่า พนักงานสอบสวนไม่ทำสำนวน ๑๐๐/๒ (หลายท่านอาจสงสัยคือไรว๊าาา...๑๐๐/๒ อธิบายง่ายๆคือ พาตำรวจขยายผลไปจับคนอื่น เช่น ล่อจับคนขายรายย่อยได้ แล้วให้ผู้ถูกจับพาไปจับคนขายที่คนถูกจับไปซื้อมา) ก็ไม่ใช่เหตุในชั้นฟ้องนี้นะครับ แต่ถ้ามีการนำพาไปจริงเป็นเหตุบรรเทาโทษนะครับ ต้องให้ทนายความแถลงต่อศาลและสืบประกอบเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพื่อให้ศาลใช้ดุลพินิจ

อย่างไรก็ตาม ข้อหาขับเสพ นี้โทษสูงอยู่เหมือนกันนะครับ ซึ่งมีกฎหมายเกี่ยวข้อง ๒ ฉบับ ก็คือ พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.๒๕๒๒ และพระราชบัญญัติจรจาจรทางบก พ.ศ.๒๕๒๒ ซึ่งขับเสพโทษตามพระราชบัญญัติจราจรจะสูงกว่าโทษของพระราชบัญญัติยาฯ จึงต้องใช้โทษของ พรบ.จราจรมาลงโทษแก่ผู้ขับรถที่เสพยาเสพติดละครับ

ส่วนการที่จะถูกลงโทษอย่างไรนั้น เป็นดุลพินิจของศาล ตามพฤติการณ์ของผู้ต้องหาแต่ละคนครับ ถ้ากระทำผิดซ้ำซาก ศาลมักจะไม่ค่อยปราณีครับ

เป็นกำลังใจให้และขอให้โชคดีครับ

ทนายพร.

3
คำถามนี้ "มโนธรรม" ได้ตอบให้ไว้อย่างถูกต้องแล้วครับ

ทนายพร.

4
โห..ชะตากรรมนี้ ทนายก็เคยโดนเองกับตัวสมัยเป็นคนงานกู้เงินจากธนาคารของรัฐแห่งหนึ่งตามโครงการที่เรียกว่า โครงการไทรทองอะไรเนี๊ยะแหละ ซึ่งธนาคารก็จะให้ค้ำแบบวนๆกันไป ก่อนกู้และค้ำก็ต้องมีการทำหนังสือยินยอมให้หักค่าจ้างของเรานำส่งให้ธนาคารด้วยนะ  ช่วงนั้นก็อืมม..นะ หากเราไม่กู้ เพื่อนก็จะต้องให้เราค้ำให้ เราก็เสียเปรียบดิ..ใช่ป่ะ...อย่ากระนั้นเลย ก็ร่วมกู้ซะเลยจะได้ไม่เสียเปรียบ....ต่อมาเพื่อนออกงานและเบี้ยวหนี้....งานงอกครับ ต้องร่วมชำระหนี้กันไปตามระเบียบ ดีว่ายอดเงินไม่สูงมาก ซึ่งก็คงจะไม่ต่างจากผู้ถามที่ถามมา เพียงแต่ว่า เหตุการณ์ยังไม่เกิดเท่านั้นเอง

เอาเป็นว่า คำแนะนำสำหรับรับมือ คือ ๑ ทำใจ ;D ;D ;D
และลำดับถัดไป คือ กัดฟันชำระหนี้แทนเพื่อนไป และให้เก็บหลักฐานการชำระหนี้แทนนั้นไว้
และในการชำระหนี้นั้น เราอาจไปคุยกับกับธนาคารให้โอนยอดหนี้ของเพื่อนมาเป็นหนี้เราแล้วปรับโครงสร้างหนี้ไหม่ แล้วเก็บหลักฐานการโอนหนี้ ซึ่งแน่นอนในการโอนหนี้ของเพื่อนมาเป็นหนี้เราก็คือการชำระหนี้เดิมแล้วกู้เพิ่ม เราก็จะได้ใบเสร็จรับเงินในยอดหนี้ที่เราชำระแทน

ต่อจากนั้น ก็ถึงเวลา "ไล่เบี้ย" เอากับเพื่อนเราแล้ว

โดยก็เอาสัญญาค้ำประกัน+ ใบเสร็จรับเงินที่เราจ่ายแทนไป ไปปรีกษาทนายความในการร่างฟ้องเรียกเงินคืนละครับ

เราอาจจะได้เงินคืนหรือไม่ได้คืนอยู่ที่เพื่อนมีทรัพย์ให้ยึดหรือไม่ แต่ที่เสียแน่ๆคือ เสียเพื่อนล่ะครับงานนี้...ฟันธง

ประมาณนี้ครับ สำหรับคำแนะนำ

ทนายพร.

5
อ่านแล้วถ้าเป็นจริงก็น่าเห็นใจอยู่ไม่น้อยครับ

สำหรับข้อแนะนำ ให้เก็บหลักฐานผลตรวจจากโรงพยาบาลไว้ให้ดีเลยนะครับ เพราะผลตรวจนี้เป็นหลักฐานสำคัญในการต่อสู้

ถ้าบริษัทให้ไปบำบัดก็ไม่ต้องไป หรือถ้าให้ใบเตือนก็ไม่ต้องเซ็นต์ และขอสำเนามาด้วย หลังจากนั้นก็ใช้สิทธิฟ้องต่อศาลแรงงานเพื่อขอเพิกถอนใบเตือนนี้ว่าออกโดยไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งก็ต้องสู้กันในข้อเท็จจริงว่าแฟนของคุณมีสารเสพติดอยู่ในร่างกายหรือไม่ แน่นอนว่า เมื่อมีหลักฐานการตรวจพิสูจน์จากโรงพยาบาลมายืนยัน ก็ย่อมมีน้ำหนักให้รับฟังได้มากกว่าการปาดเหงี่อ ซึ่งมีปัจจัยแวดล้อมที่อาจส่งผลต่อผลการตรวจได้

แต่ที่ทนายกังวลก็คือ หากต้องต่อสู้กันจริงๆ แฟนคุณจะรับความกดดันไหวหรือไม่เท่านั้น เพราะคงจะถูกนายจ้างหาทางเล่นงานแน่ๆละครับ

ลองพิจารณาดูครับ

ให้กำลังใจนะครับ

ทนายพร.

6
อัยยะ...แบบนี้ก็ได้หราาาาา ;D

กฎหมายกำหนดวันหยุดตามประเพณีปีละไม่น้อยกว่า ๑๓ วัน โดยใน ๑๓ วันนี้ต้องรวมวันกรรมกรสากล หรือวันแรงงานแห่งชาติด้วย ซึ่งการจะกำหนดวันใดเป็นวันหยุดตามประเพณีนั้น ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ มาตรา ๙ กำหนดว่าจะต้องพิจารณาจากวันหยุดราชการประจำปี วันหยุดทางศาสนาหรือขนบธรรมเนียมประเพณีแห่งท้องถิ่น และต้องแจ้งวันหยุดนั้นเป็นการล่วงหน้า หมายความว่า ก่อนขึ้นปีใหม่ลูกจ้างจะต้องทราบแล้วว่าวันหยุดตามประเพณีเป็นวันใดบ้าง เมื่อนายจ้างประกาศออกมาแล้ว ถือเป็น "สภาพการจ้าง" จะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อน

ทีนี้มาถึงคำถามและข้อสงสัยว่า นายจ้างสั่งให้หยุดเพิ่ม แต่ไม่จ่ายค่าแรง ทำได้มั๊ย?

ทนายก็จะตอบว่า...สั่งให้หยุดเพิ่มอ่ะทำได้ แต่จะไม่จ่ายค่าแรงในวันที่สั่งให้หยุดเพิ่มอ่ะ ทำไม่ได้นะครับ ผิดกฎหมาย นายจ้างจะต้องจ่ายในวันที่สั่งหยุดเพิ่มนั้น เพราะถือเป็นคำสั่งของนายจ้างให้หยุดเอง ดังนั้น ในอดีตที่นายจ้างไม่จ่ายเงินให้นั้น จึงไม่ถูกต้องครับ

ถ้าเราไม่ติดใจก็ลืมๆกันไป แต่ถ้าคิดว่า เป็นสิทธิ์ที่ควรจะได้รับ ก็ไปยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานให้นายจ้างจ่ายเงินที่หายไปครับ

ขอให้โชคดีครับ

ทนายพร.

7
ถาม-ตอบปัญหากฎหมาย / Re: บริษัทติดค้างเงินเดือน
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 03, 2020, 12:47:03 AM »
อ่านดูแล้วก็น่าเห็นใจอยู่นะครับ ทำงานตั้งหลายเดือนแต่ไม่ได้รับค่าจ้าง อีกทั้งยังได้สำรองจ่ายเงินไปก่อนด้วย

เอาเป็นว่า ทนายจะตอบคำถามตามที่ถามมาเลยนะครับ

ถามมาว่า...๑.ดิฉันจะดำเนินการอย่างไรได้บ้างเพื่อเรียกร้องสิทธิในเดือนที่บริษัทค้างจ่าย?
และ ๒ .กรณีฟ้องร้องหากต้องเดินทางไปในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนจะเป็นอันตรายดิฉันจะมีทางออกอย่างไร?

เอาเป็นว่า ทนายตอบรวมๆกันตามที่ถามมาเลยนะครับ...คืออย่างนี้ครับ ในการเรียกร้องสิทธิเรื่อง "ค่าจ้าง" สามารถเลือกได้ ๒ แนวทาง คือ ๑ ไปยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน (ยื่น คร.๗) ในจังหวัดที่คุณทำงานอยู่นั่นก็คือจังหวัดนราธิวาส เพื่อให้มีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายต่อไป แต่จะสั่งได้เฉพาะค่าจ้างนะครับ เงินที่สำรองจ่ายนั้น พนักงานตรวจแรงงานไม่มีอำนาจที่จะสั่งได้ต้องไปใช้ช่องทางที่ ๒ นั่น ก็คือ ไปฟ้องที่ศาลแรงงาน ซึ่งจังหวัดนราธิวาส ขึ้นอยู่ในเขตอำนาจของศาลแรงงานภาค ๙ เท่าที่ตรวจสอบศาลแรงงานภาค ๙ ตั้งอยู่ที่จังหวัดสงขลา ไม่ต้องเดินทางไปถึงนราธิวาสครับ ซึ่งในชั้นยื่นฟ้องและชั้นไกล่เกลี่ยสามารถที่จะมอบอำนาจด้วยการแต่งตั้งทนายความให้ไปดำเนินการแทนได้ แต่ถ้าต้องมีการสืบพยานกันก็คงต้องสละเวลาเดินทางไปซักวันหนึ่งอย่างไม่มีทางเลือกแล้วละครับ

คงจะครบถ้วนสำหรับคำตอบนะครับ หรือถ้ายังสงสัยก็ถามมาใหม่ได้นะครับ

ทนายพร.

8
ถาม-ตอบปัญหากฎหมาย / Re: ยาเสพติต
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 02, 2020, 04:57:07 PM »
คำถามนี้ "มโนธรรม" ได้อธิบายไว้ถูกต้องแล้วครับ

ทนายพร.

9
ถามสั้นๆ ก็ตอบสั้นๆ ครับ ;D

ค่าล่วงเวลาหรือโอที ปกติ คูณ ๑.๕ เท่า

มาทำงานในวันหยุด หากเป็นพนักงานรายเดือน ได้เพิ่มอีก ๑ เท่า หากเป็นพนักงานรายวัน ได้ ๒ เท่า

หากทำโอทีในวันหยุด คูณ ๓ เท่าจร้าาาา

จบ

ทนายพร.

10
เป็นคำถามที่ตอบยาก เพราะค่าคอมมิชชั่น เป็นการตกลงกันระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง  โดยเงื่อนไขในการจ่ายค่าคอมมิชชั่นนั้น อยู่นอกเหนือกฎหมายแรงงานล่ะครับ

เช่น บางทีอาจจะกำหนดว่า ค่าคอมมิชชั่นจะจ่ายให้ก็ต่อเมื่อพนักงานคนนั้นยังมีสถานะการเป็นพนักงานอยู่ อย่างนี้เป็นต้น หรือ ถ้าไม่มีเงื่อนไขใดๆ ก็อยู่ที่ประเพณีปฎิบัติในการจ่ายคอมมิชชั่นว่า ในอดีตเคยจ่ายกันอย่างไร ก็ต้องจ่ายอย่างนั่น ถือเป็น "สภาพการจ้าง" อย่างหนึ่ง และหากจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขก็ต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อน อย่างนี้เป็นต้น

ดังนั้น ในชั้นนี้ คงตอบไม่ได้ว่ามีสิทธิได้รับหรือไม่ คงต้องดูเงื่อนไขของข้อตกลงก่อน หรือหากอยากไปลุ้นก็ไปฟ้องศาล โดยขอให้นิติกรศาลร่างฟ้องให้ เพื่อให้ศาลไกล่เกลี่ยเอาก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ทนายแนะนำครับ

ขอให้โชคดีครับ

ทนายพร.

11
อืมม....น้ำหนักของสารเสพติดมีปริมาณเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ว่ามีไว้เพื่อเสพตามมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.๒๕๒๒ ซึ่งคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินกว่า ๓๗๕ มิลลิกรัม หรือนับได้มากกว่า ๑๕ หน่วยการใช้ หรือเรียกว่ายๆว่า ๑๕ เม็ด ในทางกฎหมายถือว่า "ครอบครองเพื่อจำหน่าย" ถึงแม้ว่าจะนำมาเสพเองก็ตาม ดังนั้น ที่พนักงานอัยการแจ้งขอหาและฟ้องนั้น ถูกต้องแล้วครับ

ส่วนจะได้รับโทษกี่ปีนั้น อยู่ที่พฤติการณ์แห่งคดีและความปราณีของศาลครับ ถ้าทำจริง ก็รับสารภาพครับ โทษหนักจะได้เป็นเบา และมีโอกาสได้ลดโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ครับ

ส่วนเหตุบรรเทาโทษนั้น ที่ทนายของคุณได้แนะนำนั้น ก็เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว อาจเป็นเหตุให้ศาลรอการลงโทษได้ครับ

ขอให้โชคดีมีพลังในการเลี้ยงลูกอย่างเข้มแข็งนะครับ

ให้กำลังใจครับ

ทนายพร.


12
ถามมา ๓ ข้อ ยาวๆว่า

ถามข้อแรกมาว่า...ดิฉัน ได้ค่าชดเชย งวดแรก เดือนกันยายน หลังจากนั้น งวดต่อไปไม่ได้เลย จนปัจจุบัน เดือน มกราคม 2563 ก็ยังไม่ได้ มีการส่งไลน์ หาเจ้านายโดยตรง ทุกเดือน  ตั้งแต่เดือน ตุลาคม-ธันวาคม ทางเจ้านายเลื่อนตลอด บอกแต่เพียงว่าลงทุนกับงานไปเยอะ เงินยังไม่เข้าเลย ให้ดิิิฉันรอก่อน ซึ่งดิฉัน ไม่อยากรอแล้ว เจ้านายไม่มีความชัดเจน บอกให้รอวันนั้น วันนี้ พอถึงวัน ก็เงียบไปไม่มีการโอนเงิน ดิฉันต้องส่งไลน์ตามเหมือนเช่นเคย แต่ก็ได้คำตอบเหมือนเดิม คือขอโทษด้วย แล้วให้รอก่อน ดิฉันจะดำเนินการอย่างไรได้บ้าง

ตอบว่า...ที่ง่ายที่สุดคือ ไปยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน(คร.๗) เพื่อให้พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่ง กรณีอย่างนี้ หลังจากที่ไปยื่นคำร้องแล้ว พนักงานตรวจแรงงานก็จะเรียกนายจ้างและเราไปสอบข้อเท็จจริง ซึ่งจะใช้ระยะเวลาประมาณ ๖๐ วัน แล้วก็จะมีคำสั่งตามรูปคดีต่อไป หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่พอใจก็สามารถอุทธรณ์คำสั่งนั้น โดยนำไปฟ้องต่อศาลแรงงานภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง หลังจากนั้น ก็เข้าสู่กระบวนการของศาลต่อไป หรือถ้าคิดว่าไม่อยากจะเสียเวลาในชั้นพนักงานตรวจแรงงาน ก็ข้ามไปฟ้องศาลเลยก็ได้ครับ โดยไปที่ศาลแรงงานในเขตอำนาจที่เราทำงานอยู่ ไปให้นิติกรของศาลเขียนคำฟ้องให้ จะได้ไม่ต้องเสียเงินจ้างทนายความครับ

ข้อ ๒ ถามมาว่า...ถ้าต้องมีการฟ้องร้องกัน ดิฉันต้องจ้างทนายหรือไม่ และถ้ามีการฟ้องร้องกัน คดีสิ้นสุด ดิฉันจะมีโอกาสแพ้คดีไหม และค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น และ ค่าทนาย เป็นความรับผิดชอบ ของใคร

ก็ตอบว่า..คดีแรงงานใช้ระบบไต่สวน หมายความว่าศาลจะเป็นผู้แสวงหาความจริงเองแล้วพิพากษาไปตามนั้น และในการฟ้องคดีสามารถฟ้องด้วยวาจาได้ แต่โดยปกติก็จะมีนิติกร ประจำศาล เป็นผู้ร่างฟ้องให้ ในชั้นนี้จึงไม่จำเป็นต้องจ้างทนายให้เสียเงินครับ แต่ถ้าถึงขั้นตอนสืบพยานอันนี้อาจจะต้องอาศัยทนายในการซักพยานของอีกฝ่ายหรือเรียบเรียงเอกสารหลักฐานให้มีความชัดเจน เพื่อศาลจะได้พิจารณาหลักฐานเราง่ายขึ้นละครับ
ส่วนที่ถามว่าจะมีโอกาสแพ้คดีใหม...อันนี้ตอบไม่ได้ครับ เพราะทนายมิใช่ผู้พิพากษา ต้องดูพยานหลักฐานทั้งหมดก่อนจึงจะบอกได้ แต่ผู้ที่บอกได้แน่ๆนั่นคือ ผู้พิพากษาเจ้าของคดีครับ

ถามมาอีกว่า แล้วค่าทนายละ ใครรับผิดชอบ  ก็ตอบว่า ใครจ้างคนนั้นก็ต้องรับผิดชอบละครับ


และถามมาในข้อ ๓ ว่า... ถ้าหาก ยังต้องรอเจ้านายไปเรื่อยๆ ตามกฎหมาย จะมีหมดอายุความไหมคะ ที่เจ้านาย จะไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย เพราะดิฉันปล่อยเวลาผ่านมานานเกิน โดยไม่ทำอะไร เพราะเจ้านายบอกให้รอก่อน

ก็ตอบว่า...ทุกคดีมีอายุความครับ ซึ่งคดีแรงงานมีอายุความ ๒ ปีนะครับ ถ้ารอก็อย่ารอเกินกว่า ๒ ปีนะครับ

ขอให้โชคดีครับ

ทนายพร.[/size]

13
ถาม-ตอบปัญหากฎหมาย / Re: การบำบัดยาเสพติด
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 02, 2020, 04:22:12 PM »
โห...จะเอาคำตอบแบบ บำบัดกี่วันเลยหรา

แต่เท่าที่ทนายทำคดีมา ในการ "เข้าค่าย" หรือบำบัด นั้น ประมาณ ๑๔ วันครับ  หลังจากนั้น ก็จะต้องมีการรายงานตัวอีกหลายครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งก็จะมีการตรวจฉี เพื่อดูว่า เรายังไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดอีกหรือไม่ ประมาณนี้ครับ

ทนายพร.

14
ถาม-ตอบปัญหากฎหมาย / Re: คนงานประสบอุบัติเหตุ
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 02, 2020, 04:20:03 PM »
อืมม...แค่หนูมาลีสนใจถามมานี้ ก็ถือว่ามีความรับผิดชอบใช้ได้เลยทีเดียว

ก่อนอื่นต้องไปตรวจสอบก่อนว่า ลูกจ้างคนนั้น นายจ้างเก่าได้แจ้งออกแล้วหรือยัง (แจ้งต่อจัดหางาน) ถ้ายังไม่ได้แจ้งออก การจะมาเป็นลูกจ้างของนายจ้างใหม่ก็ยังทำไม่ได้ นิติสัมพันธ์ยังอยู่กับนายจ้างเก่า นายจ้างใหม่ยังไม่ต้องรับผิดชอบอะไร

แต่ถ้าเป็นกรณีที่แอบซื้อตัวกันมา อันนี้ก็ว่ากันอีกเรื่องนะครับ นายจ้างใหม่คงต้องรับผิดชอบตามหลักมนุษยธรรม

แต่ถ้านายจ้างเก่าได้แจ้งออกต่อจัดหางานแล้ว และนายจ้างใหม่ตกลงรับลูกจ้างนั้นเป็นลูกจ้างแล้ว กรณีเช่นนี้ ต้องอยู่ในความรับผิดชอบของนายจ้างใหม่แล้วครับ

ถ้าไม่เจ็บมากก็ช่วยๆกันไปครับ ทนายคิดว่าจะได้ใจลูกจ้างมากเลยที่เดียว ต่อไปภายภาคหน้าเค้ามาเป็นลูกจ้างเราแล้ว เชื่อว่าเค้าจะทำงานถวายหัวให้กับเราเลยล่ะ เชื่อทนายดิ ;D

ทนายพร.


15
ถาม-ตอบปัญหากฎหมาย / Re: ตัวแทน(agent)เว็บออนไลน์
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 02, 2020, 04:13:44 PM »
เป็นคำถามที่สั้นๆ แต่น่าสนใจ เนื่องจากว่าในปัจจุบันมีธุรกิจออนไลน์ ผุดยิ่งกว่าดอกเห็ด และคนที่กระโจนเข้าไปในวังวนนั้นก็ไม่แน่ใจว่าที่ทำอยู่ถูกหรือผิดกฎหมาย ซึ่งกว่าจะรู้ว่าผิดกฎหมายก็ถูกจับไปแล้ว และเมื่อถูกจับจะอ้างว่าไม่รู้กฎหมายก็ไม่ได้เสียด้วย  ก็ขอให้ใครที่ทำธุรกิจใดๆก็ตาม โปรดศึกษาข้อกฎหมายให้ชัดแจ้งก่อนลงมือทำ หรือหากไม่รู้ก็ถามผู้รู้หรือทนายความเพื่อท่านจะได้สบายใจในการทำธุรกิจครับ

ที่ถามมาว่า ผมมีความผิดและมีโทษอย่างไรหรือไม่?

ตอบอย่างนี้ ครับ ถ้าในต่างประเทศบางประเทศ การเล่นการพนันเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย แต่ประเทศไทยมีการพนันบางชนิดเท่านั้นที่เล่นโดยถูกกฎหมาย เช่น สลากกินแบ่งรัฐบาล หรือบางประเภทต้องขออนุญาตจากเจ้าพนักงานก่อน เช่นการตีไก่ กัดปลา ซึ่งทั้งหลายเหล่านี้ได้มีกฎหมายที่เรียกว่า พระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.๒๔๗๘ กำหนดไว้ในบัญชี ก. และบัญชี ข. ซึ่งบัญชี ก. มีประเภทการพนัน  ๒๗ ประเภท เช่นไพ่ หวย ไฮโล ปั่นแปะ

ส่วนบัญชี ข. จะมี ๒๗ ประเภทเช่นกัน มีลักษณะให้สัตว์ต่อสู้กัน เช่น กัดปลา ตีไก่ ชกมวย โยนห่วง ยิงเป้า อะไรประมาณนี้

ดังนั้น จะดูว่าผิดกฎหมายหรือไม่ ต้องดูว่าเว็บดังกล่าวได้ขออนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ถ้าคำตอบคือไม่...คุณก็มีความผิดครับ ถึงแม้ว่าไม่ได้เป็นเจ้ามือหรือผู้จัดให้มีการเล่น ก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดของการเล่นการพนัน มีความผิดฐานสนับสนุน มีโทษตามที่ "มโนธรรม" อธิบายไว้เลยครับ

ขอให้โชคดีครับ

ทนายพร.

หน้า: [1] 2 3 ... 29