19/07/18 - 18:21 PM


แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - ทนายพร

หน้า: [1] 2 3 ... 17
1
ถาม-ตอบปัญหากฎหมาย / Re: ถูกบอกเลิกจ้าง
« เมื่อ: วันนี้ เวลา 02:52:06 AM »
สัญญาจ้างแรงงานมีด้วยกันหลายประเภท ทั้งรายวัน รายเดือน ชั่วคราว ฤดูกาล รายชั่วโมง และฯลฯ สุดแท้แต่จะตกลงกัน

แต่ในทางกฎหมาย จะมีสัญญาเพียงสองประเภทคือ สัญญาจ้างแบบ "มีระยะเวลา" กับแบบ "ไม่มีระยะเวลา"

แล้วมันต่างกันตรงใหน?

ขออธิบายอย่างนี้ครับ สัญญาจ้างแบบมีระยะเวลาก็หมายถึง การตกลงทำสัญญาจ้างกันที่มีกำหนดวันเริ่มต้นและวันสิ้นสุดที่เเน่นอน เช่น เริ่มจ้างกันวันที่ ๑ ก.ค.๖๐ ถึงวันที่ ๓๐ มิ.ย.๖๑ เมื่อก่อนหรือถึงกำหนดก็เพียงแต่แจ้งว่าสัญญาจ้างสิ้นสุดแล้ว ไม่ต่อสัญญา กรณีอย่างนี้ก็ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา ๑๑๘ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติค้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑

แต่ถ้าไม่ได้กำหนดระยะเวลาไว้ว่าจะจ้างกันระยะเวลาเท่าใด ให้ถือเป็นสัญญาจ้างที่ไม่กำหนดระยะเวลาจ้าง ซึ่งหากจะเลิกสัญญาจ้างต่อกันก็จะต้องมีการบอกกล่าวล่วงหน้า และต้องจ่ายค่าชดเชยทุกกรณี ยกเว้นกระทำความผิดตามมาตรา ๑๑๙

เอาล่ะ แล้วที่ถามมา เป็นสัญญาจ้างแรงงานแบบมีระยะเวลาหรือแบบไม่มีระยะเวลาล่ะทนาย????

ขอตอบว่า เดิมเป็นสัญญาจ้างแบบมีระยะเวลา แต่เมื่อกาลผ่านไป ได้แปรเปลี่ยนเป็นสัญญาจ้างแบบไม่มีระยะเวลาเสียเเล้ว เพราะตามกฎหมายแล้ว ในการทำสัญญาจ้างกฎหมายไม่ได้บังคับว่าจะต้องทำเป็นหนังสือ สัญญาจ้างสามารถตกลงกันด้วยวาจา เป็นหนังสือ หรือโดยปริยายก็ได้ ซึ่งกรณีของผู้ถามมานี้ ให้ถือว่าเป็นสัญญาจ้างโดยปริยาย กล่าวคือ เมื่อครบกำหนดระยะเวลาแล้ว วันถัดมาลูกจ้างมาทำงานปกติ นายจ้างทราบก็ไม่ได้ว่าอะไรยังคงให้ทำงานต่อไป จึงถือได้ว่านายจ้างตกลงจ้างลูกจ้างทำงานต่อไปโดยไม่มีกำหนดระยะเวลานั่นเอง หากนายจ้างเลิกจ้างก็ต้องมีการบอกกล่าวล่วงหน้า และต้องจ่ายค่าชดเชยตามที่กฎหมายกำหนดด้วยนั่นเอง

ว.๒ ว.๘ นะครับ ทราบแล้วเปลี่ยน...แคว๊กๆๆๆ

ทนายพร



2
โห อ่านเรื่องราวแล้วก็น่าเห็นใจนะครับ
อย่างนี้ครับ กรณีถ้าเป็นการเลิกสัญญาจ้างไม่ว่าจะเป็นการเลิกสัญญาจ้างปกติ (ลาออก,เลิกจ้าง,เกษียณ) ถือเป็นการเลิกจ้างที่นายจ้างจะต้องจ่ายเงินค่าชดเชยตามมาตรา ๑๑๘ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ โดยการจ่ายเงินค่าชดเชยนั้น จะต้องจ่ายภายใน ๗ วัน นับแต่วันที่พ้นสภาพการเป็นลูกจ้างครับ หากเกินระยะเวลาดังกล่าวโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร นายจ้างจะต้องรับผิดชอบดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี และเงินเพิ่มอีกร้อยละ ๑๕ ทุกระยะ ๗ วันครับ

จากคำถาม
ถามว่า แบ่งจ่ายได้มั๊ย?...อืมมม....กฎหมายไม่ได้เขียนห้ามไว้เด็ดขาด เอาเป็นว่าถ้าลูกจ้างยินยอมรับเงินค่าชดเชยแบบแบ่งจ่าย ก็สามารถทำได้ แต่ถ้าลูกจ้างไม่ยอมก็เป็นไปตามข้อกฎหมายด้านบนเลยครับ

ถามต่อว่า ไม่เซ็นต์เอกสารได้มั๊ย? เพราะเงินยังไม่ได้เลย จะให้หนู่เซ็นต์ได้งัย???....นั่นนะซิ เมื่อไม่ได้เงินก็ไม่ต้องไปเซ็นต์ครับ และไม่ต้องกังวลว่าจะไม่ได้เงิน หากนายจ้างไม่จ่ายให้ไปที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด หรือในเขตพื้นที่ ไปเขียนคำร้อง (คร.๗) ต่อพนักงานตรวจแรงงาน ให้มีคำสั่งให้นายจ้างจ่าย ซึ่งพนักงานตรวจแรงงานก็จะใช้เวลาประมาณ ๖๐ วันก็จะมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายแล้วนะครับ และอย่าลืมว่าให้บอกพนักงานตรวจแรงงานไปด้วยว่า ต้องการดอกเบี้ยและเงินเพิ่มตามมาตรา ๙ ด้วยล่ะครับ

เอาเป็นว่า ให้ลองไปคุยกับนายจ้างดูครับว่าจะหาทางออกกันอย่างไร อ่อนมาก็ไม่ไหว ตึงมากก็ไม่ดี ลองหาทางสายกลางที่จะประนีประนอมกันได้ และจากกันด้วยมิตรภาพดีกว่าครับ หากบริษัทมีกำไรก็คงไม่ปิดกิจการ (หรือเปล่า) ดังนั้น ก็ลองประเมินวิเคราะห์ดูว่าช่องทางใดจะได้ประโยชน์มากกว่ากัน แต่ยืนยันฟันธงได้ว่า คุณต้องได้รับเงินค่าชดเชยแน่นอนครับ

อย่างไรก็ตาม ทนายก็เชื่อว่า ทุกวิกฤติย่อมมีโอกาสเสมอ วันข้างหน้าคุณผู้ถามอาจจะได้งานใหม่เป็นผู้บริหารได้เงินเดือนเป็นแสนก็ได้นะครับ

ขอให้โชคดีครับ

ทนายพร


3
ทนายเคยเห็นแต่ไม่เคยลองนะครับ เจ้าบุหรี่ไฟฟ้าเนี๊ยะ แต่เท่าที่เห็นสูบแต่ละทีนี่นึกว่าไฟใหม้ อุแม้เจ้า ทำใมควันมันมากมายมหาศาลเช่นนี้....เจอทีใรอยากจะยกถังดับเพลิงไปดับซะจริงเชียว..ฮา

เอาล่ะ..มาเข้าเรื่องเลย

ไม่ว่าบุหรี่ไฟฟ้า หรือ บารากุ ขณะนี้ถ้าใครนำเข้ามาหรือมีไว้เพื่อจำหน่าย มีความผิดนะครับ และโทษค่อนข้างสูงเลยทีเดียว

ซึ่งโทษก็เป็นไปตามที่คุณ PaaN Kanchanadith ได้ให้ข้อมูลไว้เลยครับ

ทนายพร

4
ทนายมาตอบแล้วคร๊าบบ...

สำหรับคำถามนี้ คงตอบแบบฟันธงไม่ได้ เพราะข้อมูลไม่เพียงพอ อย่างที่คุณ paan ได้ตั้งคำถามไว้เลยครับ เพราะการเป็นเจ้าของกิจการก็จะใช้กฎหมายฉบับหนึ่ง ส่วนผู้ที่เข้ามาทำงานก็จะใช้กฎหมายอีกฉบับหนึ่ง ดังนั้น ขอให้ผู้ถามให้ข้อมูลเพิ่มเติมมา ทนายจะวิเคราะห์ให้ครับ

ทนายพร

5
ถามมาสั้นๆแต่ได้ใจความ
เอาเป็นว่า ถ้ารับสารภาพและไม่เคยต้องโทษมาก่อนก็จะได้รับการลดหย่อนผ่อนโทษจากโทษหนักเป็นเบาลง ซึ่งปกติก็น่าจะลดลงกึ่งหนึ่ง
ส่วนศาลจะสั่งจำคุกและปรับเงินจำนวนเท่าใดนั้น ให้หาอ่าน พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.๒๕๒๒ โดยเฉพาะบทลงโทษให้ดูที่หมวด ๑๒ ซึ่งบทกำหนดโทษที่จะลงมีตั้งแต่ ๑ ปี ถึงประหารชีวิตละครับ ส่วนศาลจะลงโทษเท่าใดก็อยู่ที่ดุลพินิจของศาลครับ

ทนายพร

6
ต้องขออภัยที่ทนายเข้ามาตอบช้าไปหน่อยนะครับ ภารกิจเยอะจริงๆครับช่วงนี้ เอาเป็นว่าเข้าเรื่องเลยดีกว่า

ถามมาว่า

“๑. หากว่าบริษัทเลิกจ้างแต่ไม่สามารถตกลงเรื่องค่าชดเชยได้ ดิฉันไม่เซ็นเอกสารบริษัทก้อจะไม่จ่ายชดเชย ดิฉันจะนำเอกสารใดเป็นหลักฐานการเลิกจ้างคะเพื่อแจ้งกับผู้ตรวจแรงงานเขต และยื่นขอชดเชยจากประกันสังคมคะ ดิฉันต้องยื่นเอกสารแบบฟอร์มแจ้งบริษัทถึงการเลิกจ้างเป็นลายลักษณ์อักษรมั้ยคะ?”
ตอบ อย่างที่เคยแนะนำไว้ว่าหากตกลงกันไม่ได้และประสงค์จะสู้ให้ได้เงินค่าชดเชยและสิทธิ์ต่างๆตามกฎหมายแรงงานนั้น ก็อย่าเซ็นต์เอกสารใดๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังสือลาออก มิเช่นนั้นการต่อสู้ทางคดีก็จะยากมากขึ้น
ส่วนเมื่อมีการแจ้งการเลิกจ้างแล้ว ก็เอาเอกสารหนังสือเลิกจ้างนั่นแหละครับไปร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน (ไปเขียนคำร้อง คร.๗) หรือหากบริษัทไม่ยอมให้หนังสือเลิกจ้าง ก็ต้องสอบถามยืนยันกันให้แน่นอนว่ามีการเลิกจ้างแล้ว และผู้แจ้งเลิกจ้างก็ต้องมีอำนาจตามข้อบังคับด้วยนะครับ หากบันทึกเสียงได้ก็บันทึกเพื่อจะได้ตัดปัญหาโต้แย้งว่ามีการเลิกจ้างกันแล้วหรือไม่เมื่อใด
ส่วนการยื่นขอรับเงินทดแทนกรณีว่างงาน ก็นำเอกสารหนังสือเลิกจ้าง(หรือหากไม่มีก็ขอสำเนาคำร้อง คร.๗ จากพนักงานตรวจแรงงานไป) ไปยื่นเรื่องที่กรมจัดหางานเพื่อขึ้นทะเบียนผู้ว่างงาน เสร็จแล้วก็ไปแจ้งขอใช้สิทธิว่างงานที่สำนักงานประกันสังคมต่อไปครับ

ถามต่อในข้อ๒. ว่า “กรณีที่มีการขึ้นศาลเพื่อไต่สวน ต้องใช้เวลานานเท่าไหร่คะถึงจะมีคำพิพากษาเพื่อเตรียมเรื่องค่าใช้จ่ายช่วงไม่มีรายได้?”
ก็ขอตอบว่า... คงจะตอบแบบฟันธงไปไม่ได้นะครับว่าจะใช้เวลานานเพียงใด เพราะแต่ละศาลจะมีคดีค้างพิจารณาไม่เท่ากัน เอาเป็นว่าโดยปกติในศาลแรงงานชั้นต้นจะใช้เวลาประมาณ ๖ เดือน ถึง ๑ ปี

ถามมาในข้อสุดท้ายว่า “บริษัทสามารถหาข้ออ้างว่าดิฉันไม่ทำงานที่ได้รับในการไม่จ่ายชดเชยได้มั้ยคะ?”
ตอบว่า หากบริษัทอยากจะอ้างก็อ้างได้ครับเพราะเป็นสิทธิที่จะอ้างได้ แต่การอ้างดังกล่าวนี้จะทำให้ศาลรับฟังหรือไม่นั้นก็ว่ากันอีกเรื่องหนึ่ง และขออธิบายเพิ่มเติมว่า ในการสั่งงานนั้น เป็นอำนาจของนายจ้างที่จะสั่งงานได้ตามกฎหมาย แต่งานนั้นจะต้องเป็นงานที่ตกลงกันในรายละเอียดของงาน (เช่น จ้างมาให้ทำงานบัญชีก็มีหน้าที่ทำบัญชีหรืองานที่เกี่ยวเนื่องกับบัญชี หากสั่งงานให้เราไปทำอาหารแทนแม่ครัว หรือให้เราไปจ่ายของแทนพนักงานสโตร์ อย่างนี้เป็นคำสั่งที่มิชอบเป็นต้น) หากไม่ใช่ก็ต้องดูข้อเท็จจริงเป็นกรณีๆไปครับ ซึ่งหากเป็นคำสั่งโดยมิชอบเมื่อมีการเลิกจ้างก็ต้องจ่ายเงินค่าชดเชยตามมาตรา ๑๑๘ ครับ

ขอให้โชคดีครับ

ทนายพร[/size]


7
ก่อนอื่นต้องนับถือผู้ถามก่อนนะครับ ที่ผู้ถามยังลุกขึ้นต่อสู้เพื่อให้เกิดความยุติธรรม ถึงแม้ว่า ปลายเส้นทางจะดูตีบตันก็ตาม

ทนายคงตอบไม่ได้หรอกครับว่าโอนกลั่นแกล้งหรือไม่ เพราะการที่นายจ้างสั่งให้เราทำงานก็เป็นอำนาจที่นายจ้างหรือหัวหน้างานสามารถสั่งได้ ซึ่งในภาษาทางการเรียกว่า "มีอำนาจบังคับบัญชา" ตราบใดที่เรายังเป็นลูกจ้างอยู่ ลูกจ้างก็ยังต้องมี "หน้าที่" ทำงานให้นายจ้าง ส่วนนายจ้างก็มี "หน้าที่" เช่นกัน คือต้อง"จ่ายค่าจ้าง" ให้กับลูกจ้างนั่นเอง ที่กล่าวมานี้ คือข้อกฎหมายในเรื่อง สิทธิและหน้าที่ของแต่ละฝ่ายละครับ

และจากที่อ่านเรื่องราว คงไม่ได้เกิดกรณีอย่างนี้กับผู้ถามคนเดียวหรอกครับ ในโลกแรงงานจะพบเจอเครสอย่างนี้เยอะครับ ซึ่งหากมาปรึกษาทนาย ทนายก็จะถามก่อนที่ะจะแนะนำว่า "คุณพร้อมที่จะรับแรงกดดันได้มากน้อยเพียงใด" เพราะแนะนอนว่า เมื่อเราไปร้องเรียนตามหน่วยงานต่างๆ ก็ย่อมสร้างความไม่พอใจให้กับบริษัท ยิ่งถ้าต้องร่วมงานกันต่อไป แน่นอนว่า บริษัทหรือหัวหน้างานก็ต้องจัดเต็ม ตามอำนาจที่กฎหมายรับรองไว้ เช่นการสั่งงาน ซึ่งต่อไปในอนาคต ทนายก็คาดการณ์ได้ว่า คุณจะต้องถูกจับตามองเป็นพิเศษ เพื่อหาทางจับผิด ซึ่งคงมีซักวันที่คุณต้องทำผิด บริษัทก็จะออกใบเตือนก่อน และจับตามองคุณต่อไปหากทำผิดอีกครั้งก็เป็นผิดซ้ำคำเตือนและเลิกจ้างคุณหรือหากเป็นกรณีร้ายแรงก็เลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย เพื่อให้คุณพ้นเส้นทางไปนั่นเอง

เอาเป็นว่า หากตอบตามที่ถามมา ถ้าตอบในฐานะนักกฎหมายก็ตอบว่า คุณไม่ได้ถูกกลั่นแกล้งหรอกครับ เป็นอำนาจการสั่งการของนายจ้างที่สามารถทำได้
แต่ถ้าตอบแบบชาวบ้านๆ ก็ตอบว่า คุณโดนแล้วละครับ และจะถูกจัดหนักไปเรื่อยๆ จนกว่าคุณจะทนไม่ได้แล้วลาออกไป 

ประมาณนี้ครับ

ก็ขอให้กำลังใจ สู้ต่อไปครับ

ทนายพร


8
อ่านดูแล้วก็น่าเห็นใจอยู่ไม่น้อยนะครับ แต่อย่างไรก็ตาม ในเรื่องการโยกย้ายงานและการสิ้นสุดสัญญาจ้างก็มีกฎหมายกำหนดไว้ทั้งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.๒๔๖๘ บรรพ ๓ ลักษณะ ๖ ว่าด้วยเรื่องจ้างแรงงาน หรือพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑
ซึ่งในประเด็นการโยกย้ายงานไปทำงานกับบริษัท "ในเครือ" กับ การสั่งให้ไปทำงานที่สำนักงาน "สาขา" มีความแตกต่างกัน กล่าวคือ หากเป็นบริษัทในเครือหมายความว่าบริษัทมากกว่าหนึ่งบริษัทม่ีความเกี่ยวพันกันอาจจะด้วยมีกรรมการบริษัทคนหนึ่งคนใดไปเป็นกรรมการบริษัทในอีกบริษัทหนึ่งหรือมีธุรกิจที่ต่อเนื่องกันกรณีเช่นนี้เรียกว่าบริษัทในเครือ
แต่หากมีบริษัทแมี และมีการขยายกิจการไปเปิด ณ สถานที่แห่งอื่น โดยเจ้าของเป็นคนๆเดียวกันหรือชุดเดียวกัน กรณีอย่างนี้เรียกว่า บริษัทสาขา
ซึ่งการที่นายจ้างสั่งให้ไปทำงาน ณ สำนักงานสาขา นั้น เป็นอำนาจที่นายจ้างสามารถสั่งให้ลูกจ้างไปทำงานได้ แต่ตำแหน่งงานต้องไม่ต่ำกว่าเดิม
แต่ถ้าสั่งให้ไปทำงานในบริษัทในเครือนั้น ไม่สามารถทำอย่างนั้นได้ เว้นแต่ลูกจ้างจะยินยอม

แต่เมื่ออ่านจากที่เล่ามา ดูเหมือนว่าจะเป็นการโอนย้ายไปทำงาน ณ สำนักงานสาขา เพราะบอกว่าเป็นเจ้าของคนเดียวกัน กรณีอย่างนี้ ไม่จำเป็นต้องเขียนใบลาออก แต่ควรใช้วิธีเขียนใบขอโอนย้าย เพื่อทำให้สิทธิไม่ว่าจะเป็นอายุงาน หรือสวัสดิการอื่นๆ เดินหน้าต่อไป

แต่ถ้าไปขอลาออก จะทำให้สิทธิตามที่กล่าวมาข้างต้นสิ้นสุดลงในทันที ความเป็นลูกจ้าง-นายจ้างระหว่างกันก็สิ้นสุดไปด้วย

เมื่อความเป็นนายจ้าง-ลูกจ้างสิ้นสุดลงแล้ว ทั้งสองฝ่ายก็มีอิสระต่อกัน จะบังคับให้อีกฝ่ายหนึ่งปฎิบัติตามที่ตนต้องการหรือให้อยู่ภายใต้อำนาจบังคับบัญชาไม่ได้อีกต่อไป

ทีนี้ ก็ต้องอยู่ที่อำนาจการต่อรองว่าฝ่ายใดจะมีเหนือกว่ากัน ซึ่งแน่นอนว่า บริษัทย่อมมีสิทธิที่จะเลือกว่าจะรับผู้สมัครใดเข้าทำงาน และถึงแม้ว่าเราอยากจะเป็นลูกจ้างของบริษัทนั้นๆมากเพียงใด กฎหมายก็ไม่สามารถไปบังคับให้บริษัทนั้นๆต้องรับเราเข้าทำงาน

ซึ่งบริษัทก็คงอยากจะรับเราเข้าทำงานอยู่หรอกเพียงแต่ว่า บริษัทอาจจะมีข้อสงสัยว่า รับเราเข้าไปแล้วเราจะลาออกหรือมั๊ยอ่ะ ซึ่งบริษัทก็คงจะมีความคาดหวังว่าพนักงานจะรักในองค์กรและอยู่กันนานๆเพื่อจะได้บริหารจัดการง่าย เพราะการรับพนักงานใหม่หนึ่งคน มีค่าใช้จ่ายทั้งค่าฝึกอบรมและอื่นๆอีกมากมาย

มันจึงเกิดเหตุการที่ผู้ถามประสบอยู่ในขณะนี้ล่ะครับ

ซึ่งตามที่ผู้ถามถามมาว่า "หนูสามารถทำอะไรได้บ้างคะ" ?

ก็คงตอบว่า คงทำอะไรไม่ได้ นอกจากทำใจ หรือไม่ก็ไปคุยกับหัวหน้า(คนใหม่)ว่าขอให้ช่วยสนับสนุนรับเราเข้าทำงานด้วย แต่ถ้าไม่เป็นผล ทนายก็แนะนำว่าให้ไปหาสมัครงานที่ใหม่เถอะครับ ยังมีบริษัทอีกมากมายที่ต้องการรับพนักงานอยู่

และขอให้คิดบวกไว้นะครับ ว่า ทุกวิกฤติย่อมมีโอกาสเสมอ ไม่แน่นะครับ อนาคตท่านอาจจะได้งานที่ดีกว่าที่ท่านคาดหวังไว้ในขณะนี้ ซึ่งหลายๆคนก็เจอสถานการณ์เช่นนี้แล้วไปหางานใหม่ ปรากฎว่าได้งานดีกว่าเดิม เงินดีกว่าเดิม เพื่อนร่วมงานดีกว่าเดิม หัวหน้าดีกว่าเดิม จนอดคิดไม่ได้ว่า รู้งี้ออกตั้งนานแล้ว

เอาเป็นว่าทนายใด้กำลังใจ สู้ต่อไปนะครับ

ทนายพร

9
ถามมาพอสรุปได้ว่า
ข้อ ๑. ถ้าไม่ได้เงินชดเชยตามที่ กม.กำหนด ผมจะต้องทำอย่างไรบ้างคับ?
ตอบ ก็เรียกร้องสิทธิตามที่กฎหมายกำหนดช่องทางไว้ ห้ามไปทำร้าย, ข่มขู่ หรือกระทำการใดอันเป็นการผิดกฎหมายเพื่อบังคับให้นายจ้างจ่ายให้นะครับ มิเช่นนั้นงานจะงอกอ่ะครับ

แล้วถามต่อไปในประเด็นที่ ๒ ว่าไปร้องได้ที่ไหน และใช้หลักฐานอะไรรึป่าวคับ เคยเซ้นสัญญาไว้นานมากแล้วและนายจ้างเก็บไว้ มีการโอนค่าจ้างกันทุกเดือน ๒ ครั้ง กลางและสิ้นเดือนตลอดมาคับ
ทนายก็ขอตอบว่า คุณอยากไปทางใหนล่ะ ถ้าอยากได้แค่ค่าชดเชย ก็ไปร้องพนักงานตรวจแรงงาน(เขียนคำร้อง คร.๗) ณ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในพื้นที่ ซึ่งช่องทางนี้ก็จะเร็วหน่อยโดยพนักงานตรวจแรงงานก็จะมีคำสั่งอย่างช้าไม่เกินเก้าสิบวันครับ (๖๐+๓๐) ซึ่งถ้าถามว่ามันอยู่ตรงใหนล่ะทนาย ....ก็หาใน Google เลยครับ
หรือถ้าไม่อยากไปสำนักงานสวัสดิการ ก็ไปฟ้องที่ศาลแรงงานครับ ซึ่งช่องทางนี้ไม่ค่อยอยากจะแนะนำ เพราะจะมีค่าใช้จ่ายมากกว่า และใช้เวลานานกว่าคดีจะสิ้นสุดครับ เลือกเอาครับ

ข้อ ๓. ถามต่อว่า และถ้าเียกได้ ค่าคอมมิชชั่น สามารถนำมานับรวมได้มั้ยคับ
ตอบ คงจะหมายถึงจะเอาค่าคอมฯมารวมเป็นฐานค่าจ้างในการคิดคำนวณค่าชดเลยว่าต้องนำมาคิดรวมได้มั๊ย น่าจะประมาณนี้ เอาเป็นว่า ตอบแบบฟันธงไม่ได้ว่าจะรวมได้หรือไม่ ต้องพิจารณาองค์ประกอบของค่าคอมมิชชั้นที่คุณได้รับว่า ๑. เป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้เสมอๆ(หมายถึงปริมาณเท่ากันทุกเดือน) ๒. เงินที่นายจ้างจ่ายให้ประจำๆ (หมายถึงระยะเวลา) และ ๓.เงินที่นายจ้างจ่ายให้โดยไม่มีเงื่อนไข หากครบองค์ประกอบดังกล่าว คือเป็นค่าจ้างตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ แต่เท่าที่ดูฏีกา ส่วนใหญ่ ค่าคอมมิชชั่นจะไม่ใช่ค่าจ้าง เมื่อไม่ใช่ค่าจ้างจึงไม่สามารถนำมารวมคำนวนค่าชดเชยได้ครับ

เครียร์นะครับ..ขอให้โชคดีครับ

ทนายพร


10
ถาม-ตอบปัญหากฎหมาย / Re: โดนตำรวจยึดรถ
« เมื่อ: พฤษภาคม 13, 2018, 01:45:24 AM »
ทนายบอกได้คำเดียวว่า ซวยแระ... เอาเป็นว่า หากมีหมายเรียกมาก็ไปตามหมายเรียกนั้นและก็เล่าความจริงให้กับพนักงานสอบสวนฟัง ซึ่งขณะที่พบตำรวจก็สามารถหาบุคคลที่ไว้ใจหรือทนายความเข้าไปรับฟังได้นะครับ เป็นสิทธิ์โดยชอบด้วยกฎหมาย และให้เตรียมหลักทรัพย์ไปประกันตัวด้วยนะครับ น่าจะ 9 หมื่นบาท
ส่วนข้อหา ก็คงจะเป็นรับของโจรละครับ ส่วนเพื่อนคุณก็คงไม่พ้นข้อหาลักทรัพย์หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าขโมยละครับ

เอาให้เข้าใจกฎหมายง่ายๆ ลักทรัพย์ คือ การที่เราไปเอาทรัพย์สินของคนอื่นเค้ามาโดยที่เจ้าของเขาไม่เห็นในขณะเอามา อย่างนี้เป็นลักทรัพย์ หรือขโมยนั่นแหละ
แต่ถ้า ตอนเอาทรัพย์เขามาในลักษณะใช้กำลังบังคับเอามา เรียกว่า ชิงทรัพย์ (ไม่ใช่ชิงโชคนะ..อิอิ)
หรือพาพักพวกไปตั้งแต่สามคนขึ้นไปใช้กำลังบังคับเอาทรัพย์เขามา อย่างนี้จะเรียกว่าปล้นทรัพย์ แต่ถ้าไปแค่สองคน จะเรียกร่วมกันชิงทรัพย์

ขอให้โชคดีครับ

ทนายพร



11
อ่านเรื่องราวแล้วก็จินตนาการต่อไปว่าการดำเนินธุรกิจต่อไปในภายหน้าคงจะมีปัญหาระหว่างหุ้นส่วนแน่นอน

เอาเป็นว่าทนายขอ(เจือก)แนะนำว่า หากจะหาทางปรองดองกันได้ ก็คงจะดีต่อใจและต่อธุรกิจไม่น้อยนะครับ แต่ถ้าผีไม่เอาเงาไม่เหยียบก็ว่าไปตามลิขิตฟ้าละครับงานนี้

ส่วนการตอบคำถาม คืออย่างนี้ครับ การที่จะถูกกล่าวหาว่าลักทรัพย์ นั้น อย่างแรกต้องดูที่ "เจตนา" ว่าการนำทรัพย์นั้นไปนั้น เพื่อตัวเองหรือเพื่อบริษัท เช่น ย้ายเครื่องจักรจากสำนักงานใหญ่ไปสำนักงานสาขา เพื่อผลิตสินค้าส่งลูกค้าให้ทัน กรณีอย่างนี้ก็ไม่เข้าองค์ประกอบลักทรัพย์นะครับ เพราะเป็นไปเพื่อกิจการของบริษัท ซึ่งในข้อกฎหมายเรื่องลักทรัพย์นั้น ได้บัญญัติว่า "(มาตรา 334) ผู้ใดเอาทรัพย์ของผู้อื่น หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานลักทรัพย์" จะเห็นว่า การเอาทรัพย์ไปนั้น ทรัพย์นั้นต้องเป็นของผู้อื่นหรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย และต้องมีเจตนาพิเศษ คือเอาไปโดยทุจริต ด้วยเหตุนี้ ทนายจึงไม่สามารถที่จะฟันธงไปได้ว่า มีความผิดฐานลักทรัพย์หรือไม่ เพราะต้องดูเจตนาตามที่กล่าวไว้ตอนต้นละครับ

แต่ที่ตอบได้ในตอนนี้คือ คงไม่ถึงกับติดคุกติดตะรางละครับ เพราะโทษสุงสุดไม่เกินสามปี หากไม่เคยทำผิดมากก่อน ศาลก็คงจะรอลงอาญาละครับ

ส่วนคำถามที่ว่า "ทรัพย์บริษัทถือเป็นทรัพย์ที่มีกรรมสิทธิ์ร่วมกันหรือไม่? ตอบได้เลยว่า เป็นทรัพย์ที่เป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกันของหุ้นส่วนครับ

เอาเป็นว่า ถ้าการเอาทรัพย์ในไปเพื่อกิจการส่วนตัว ก็อาจจะเข้าองค์ประกอบฐานลักทรัพย์ หรือถ้าไม่ใช่ ก็ไม่ผิดครับ..

ส่วนฏีกา ผ่านตาอยู่ครับ ลองค้นๆดูครับ แต่ทนายไม่มีเวลาค้นให้อ่ะครับ โดยให้ค้นจากกูเกิลว่า "ลักทรัพย+ฏีกา.pdf" ก็เจอครับ


12
ถาม-ตอบปัญหากฎหมาย / Re: รับเหมาโดนโกง
« เมื่อ: พฤษภาคม 05, 2018, 01:55:55 AM »
ก่อนที่จะตอบคำถามต้องขอชื่นชมผู้ถามก่อนนะครับว่าเมื่อเห็นคนอื่นเดือดร้อนก็พยายามที่จะช่วยเหลือเหมือนกรณีที่ถามมานี้ ก็ไม่ใช่เรื่องของตนแต่เป็นของเพื่อน เอาเป็นว่า ยกนิ้วโป้งให้เลย...
เอาล่ะ...เข้าเรื่องเลย
ถามว่า จะทำอย่างไรได้บ้าง?

ก่อนอื่นตต้องแยกประเด็นของเรื่องนี้ออกเป็น 2 ประเด็นคือ เช็คเด้ง กับประเด็นที่สองคือ เข้าเมืองโดยผิดกฎหมายและทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งผู้ถามต้องตัดสินใจเอานะครับว่าจะเลือกทางใดเพราะทางที่จะแนะนำมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ดังนี้ครับ
ปรเด็นแรก เรื่องจ่ายเช็คเด้ง แน่นอนครับ กรณีนี้เป็นความผิดอาญา ซึ่งมีโทษจำคุก ก็ไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน(ตำรวจ) หรือไปฟ้องต่อศาลได้ทั้งสองช่องทาง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องดำเนินการภายใน 3 เดือนนับแต่ครบกำหนดจ่ายเงินตามเช็คนะครับ มิเช่นนั้นคดีเป็นอันขาดอายุความ

ประเด็นที่สอง เรื่องการทำงานหรือเข้าเมืองผิดกฎหมาย อันนี้เรื่องใหญ่นะครับ เพราะประเทศไทยได้มีกฎหมายในเรื่องการทำงานของคนต่างด้าวเอาไว้ว่างานประเภทและชนิดใดบ้างที่อนุญาตให้ทำได้ (โปรดศึกษา พรบ.การทำงานของคนต่างด้าว และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง , พรบ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522) ซึงหากฝ่าฝืนโทษหนักอยู่นะครับ ซึ่งแน่นอนว่าหากคุณไปแจ้งความต่อตำรวจหรือไปฟ้องศาลก็จะต้องถูกสอบถามในเรื่องเหล่านี้ และท้ายที่สุดเพื่อนคุณก็อาจจะถูกจับดำเนินคดีได้ ซึ่งอาจจะเสียมากกว่าได้หรืออาจสร้างความยุ่งยากในภายหลัง

ดังนั้น ข้อแนะนำของทนายคือ ต้องวิเคราะห์ว่า ยอดเงินกับ ค่าปรับและโทษที่จะได้รับกรณีที่เข้าเมืองผิดกฎหมาย ดูว่าอย่างใดจะได้ประโยชน์มากกว่ากัน หากเงินตามเช็คไม่มากนัก ก็ถือซะว่าทำบุญกฐินกองใหญ่ไปละกันครับ คงไม่คุ้มถ้าจะดำเนินการทางกฎหมายอ่ะครับ แต่ถ้ายอดเงินสูงก็ฟ้องแพ่งเรียกเงินค่าจ้างได้ครับ ตัดสินใจเอาครับ แต่ถ้าเพื่อนคุณเข้ามาถูกกฎหมายและปฎิบัติตามกฎหมายไทยอย่างครบถ้วนแล้ว ก็ลุยเลยครับ คนโกงพวกนี้ไม่ควรจะมีที่ยืนในสังคมครับ ขอให้โชคดีครับ

ทนายพร

13
ถาม-ตอบปัญหากฎหมาย / Re: รบกวนสอบถามครับ
« เมื่อ: พฤษภาคม 05, 2018, 01:45:03 AM »
จากคำถามที่ว่า...พอจะมีช่องทางใดให้ผมฟ้องแล้วได้เงินไหมครับ เช่น ฟ้องเจ้าของโรงงานเลย อะไรแบบนี้ได้ไหม  คือเงินตั้งสองแสนกว่าๆ ซึ่งไม่ใช่น้อยๆเลยครับ?

อืมมมม....จากที่อ่านคำถามมาก็น่าเห็นใจนะครับ ที่อยู่ๆบริษัทที่ทำงานก็ล้มละลาย ไม่มีปัญญาใช้หนี้ให้กับเจ้าหนี้จึงถูกฟ้องล้มละลาย เมื่อล้มละลายแล้วกิจการต่างๆก็อยู่ในอำนาจการบริหารจัดการของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ซึ่งในระหว่างนี้ก็จะมีการประกาศในราชกิจกาณุเบกษาว่า บริษัทแห่งนี้ได้ล้มละลายแล้ว หากใครเป็นเจ้าหนี้ก็ให้ไปแจ้งต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เพื่อขอเฉลี่ยทรัพย์ ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก็จะทำการประชุมเจ้าหนี้ทุกราย เพื่อกำหนดมาตราการต่างๆทั้งการขายทรัพย์สินหรือการขอฟื้นฟูกิจการ และจากคำถามว่าจะทำอะไรได้มั๊ย? อืม อย่างแรกให้ทำใจ (ฮา) คืออย่างนี้ครับ กรณีจะไปฟ้องนั้นเลิกคิดไปได้เลย เพราะฟ้องไปก็ไม่ได้อะไร (ก็ล้มละลายไปแล้วนี่ ไม่เหลือทรัพย์อะไรแล้ว) แต่ให้พิจารณาว่า หนี้เงินค่าชดเชยดังกล่าวนี้ถือเป็นหนี้ที่ไม่มีหลักประกัน ดังนั้น ต้องดูว่าเป็นหนี้ที่เกิดก่อนลูกหนี้(บริษัท) จะถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดหรือไม่ หากเกิดก่อนก็ลองไปติดต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อขอเข้าเฉลี่ยทรัพย์โดยแจ้งเหตุผลที่ไม่สามารถแจ้งได้ภายในกำหนด (แต่โอกาสก็น้อยมากนะครับ) หรือไม่ยังมีอีกช่องทางหนึ่งหากจำนวนคนงานไม่เยอะมากก็ลองรวมตัวกันไปคุยกับเจ้าของบริษัทดูเพื่อจะได้รับความเห็นใจหายืมเงินญาติๆเอามาจ่ายเงินให้ลูกจ้างบ้าง ซึ่งนอกจากที่แนะนำไปแล้วข้างต้น ทนายก็มองไม่เห็นหนทางที่จะทำให้ได้เงินละครับ...(หดหู่ๆ)

ขอให้โชคดีครับ

ทนายพร

14
ถาม-ตอบปัญหากฎหมาย / Re: ไม่ได้รับค่าจ้าง
« เมื่อ: พฤษภาคม 05, 2018, 01:42:35 AM »
ถามสั้นๆแต่ได้ใจความว่ากำลังจะถูกเบี้ยวค่าจ้าง ซึ่งเท่าที่อ่านน่าจะเป็นสัญญา “จ้างทำของ” ซึ่งถ้าหากมีการส่งมอบงานกันแล้ว ก็ทำเรื่องหรือทำหนังสือขอเบิกค่าจ้างได้เลยครับ หากยังไม่ได้รับคำตอบให้ติดต่อหัวหน้าส่วนราชการนั้น ถ้ายังไม่ได้ให้ติดต่อผู้ตรวจราชการหรือผู้บังคับบัญชาระดับสูงขึ้นไปอีก (สามารถหาได้ตามเว็บไซด์ของหน่วยงานนั้นๆ) ซึ่งถ้ายังไม่ได้อีกก็คงต้องพึ่งพาศาลให้พิพากษาละครับงานนี้ ผมว่างานนี้ไม่ยากครับ ขอเพียงให้เข้าถูกช่องทาง

ขอให้โชคดีครับ

ทนายพร

15
ถามมาเป็นข้อทนายก็ตอบไปเป็นข้อเหมือนกันนะครับ จะได้ไม่เอาเปรียบกัน..ฮา..
ถามว่า..

1. กรณีพนักงานใช้สิทธิ์บอกเลิกสัญญาจ้าง โดยสิ้นสุดในวันที่ 31 มีค.61 แล้ว
บริษัทแจ้งให้เรามาทำงานที่”ออฟฟิศเดิม” ในวันที่ 2 เมย.61 ต่อได้หรือไม่?
(เข้าใจว่าในเมื่อสิ้นสุดสัญญาไปแล้ว วันที่ 2 เมย. เราก็ไม่จำเป็นต้องมาทำงานแล้ว)
ตอบ เมื่อนิติสัมพันธ์ระหว่างความเป็นนายจ้าง-ลูกจ้างสิ้นสุดลงแล้ว ก็ไม่จำต้องไปทำงานอีก ที่คุณเข้าใจถูกต้องแล้วครับ

2. จากข้อที่ 1
หากเราไม่ประสงค์จะทำงานต่อแล้ว เรามีสิทธิ์ปฎิเสธ ไม่ทำงานต่อในวันที่ 2 เมย.61 ได้หรือไม่?
หากไม่ไป ไม่ทำงานต่อที่ตึกเดิม จะถือว่าขัดคำสั่ง ทำให้งานเสียหายได้หรือไม่?
ตอบ เป็นไปตามข้อ 1 เลยครับ แต่ทั้งนี้ต้องดูสัญญาให้ดีด้วยนะครับว่าเป็นการยุตินิติสัมพันธ์ความเป็นลูกจ้าง-นายจ้างกันอย่างแท้จริง เพื่อจะได้ไม่เป็นประเด็นในภายหลังครับ เอาเป็นว่าในการวินิจฉัยเบื้องต้นก็ไม่ถือว่าเป็นการขัดคำสั่งครับ

3. กรณีมีวันลาพักร้อนเหลือ เราสามารถลาตามสิทธิ์ทั้งหมดได้ ก่อนวันสิ้นสุดสัญญาที่บอกเลิก
แต่ส่งใบลาไปแล้ว "หัวหน้าไม่เซ็นอนุมัติให้ และไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่าจะจ่ายเป็นเงินค่าจ้างให้หรือไม่"
ตอบ เมื่อหัวหน้างานไม่อนุมัติ ก็ต้องไปทำงานปกติจนกว่าจะครบกำหนดตามหนังสือบอกเลิกสัญญาต่อกัน และกรณีที่มีวันหยุดพักผ่อนประจำปี(พักร้อน) เหลืออยู่เท่าใด กฎหมายคุ้มครองแรงงานมาตรา 67 กำหนดให้นายจ้างจ่ายเป็นเงินเท่ากับค่าจ้างคืนให้กับลูกจ้างในวันภายใน 7 วันนับแต่วันพ้นจากการเป็นลูกจ้างนะครับ

อัยยะ..ยังมีถามต่อว่า..กรณีนี้ เราสามารถหยุดในวันที่เราลาเอาไว้เลยได้หรือไม่ (เนื่องจากไม่มีการตอบใดๆ จากทางบริษัท)
หากหยุดไปแล้ว จะถือว่าเราขาดงานหรือไม่? (หยุดพักร้อน โดยยังไม่ได้รับการอนุมัติ)
หรือควรปฏิบัติอย่างไร?
ทนายก็ขอตอบว่า เมื่อหัวหน้างานยังไม่อนุมัติ ห้ามหยุดโดยเด็ดขาดนะครับ ให้ไปทำงานตามปกติ หรือให้มีการติดตามจากหัวหน้างานที่มีอำนาจสูงถัดขึ้นไปเพื่อขอความชัดเจนครับ มิเช่นนั้นแล้ว หากฝืนหยุดไปจะเป็นการขาดงานหรือละทิ้งหน้าที่ได้นะครับ

4. ตามกฎหมายมีกำหนดระยะเวลาที่บริษัทจะต้องจ่ายค่าชดเชยให้กับพนักงานที่บอกเลิกสัญญาหรือไม่?
ตอบ ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ปกติการบอกเลิกสัญญาเป็นสิทธิของทั้งสองฝ่าย ซึ่งนายจ้างบอกเลิกสัญญาเรียกว่าเลิกจ้างและลูกจ้างบอกเลิกสัญญาเรียกว่าลาออก แต่กรณีที่ถามมานี้เข้าว่าน่าจะถามกรณีบริษัทย้ายสถานประกอบกิจการ จะมีสิทธิได้รับค่าชดเชยหรือไม่ ซึ่งถ้าเป็นกรณีนี้ลูกจ้างก็มีสิทธิได้รับเงินค่าชดเชยตามมาตรา 120 ซึ่งเป็นไปตามอายุงานตามมาตรา 118 ครับ

5. จากข้อ 4. ถ้ากฎหมายไม่ได้กำหนดไว้ชัดเจน ว่าต้องจ่ายภายในกี่วัน
ตอบ ปกติการจ่ายเงินตามกฎหมายแรงงานต้องจ่ายภายใน 7 วัน ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 9 หากเกินระยะเวลาดังกล่าวแล้วยังไม่จ่ายโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรก็จะต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ทุกระยะ 7 วันครับ

และถามต่อว่า...บริษัทกำหนดว่าจะจ่ายค่าชดเชยภายในเดือน เมย.61 ได้หรือไม่ (ภายใน 30วัน)
ตอบ ประเด็นนี้อยู่ที่การตกลงของลูกจ้างกับนายจ้างครับ ถ้าลูกจ้างไม่ยินยอมก็เป็นไปตามาตรา 9 ครับ

เครียร์นะครับ...ทนายพร

หน้า: [1] 2 3 ... 17