22/02/18 - 21:54 PM


แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - ทนายพร

หน้า: [1] 2 3 ... 16
1
ถาม-ตอบปัญหากฎหมาย / Re: การจ่ายเงินชดเชย
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 11, 2018, 01:52:05 AM »
ทนายมีเวลาน้อย(อิอิ) เอาเป็นว่าตอบตามที่ถามเลยนะครับ

-ประเด็นแรกอยากทราบเรื่องระยะเวลาการจ่ายเงินชดเชย เนื่องจากที่องค์กรนี้มีเคสเดิมค้างจ่ายมา1ปีแล้ว กังวลว่าจะเป็นเหมือนกันค่ะ?
ตอบ. ปกติกฎหมายกำหนดให้จ่ายภายใน ๗ วัน หากเกินกว่า ๗ วันแล้วยังไม่จ่ายโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร นายจ้างก็จะต้องเสียเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ ๑๕ ทุกระยะ ๗ วันตามมาตรา ๙ ดังนั้น ไม่ต้องกังวลหากเกินระยะเวลาดังกล่าวคุณก็จะได้เงินเพิ่มอีกจำนวนมากเลยนะครับ

-อยากทราบข้อแตกต่างระหว่างการบอกเลิกจ้างกับสิ้นสุดสัญญาจ้าง จะได้เงินชดเชยเหมือนกันมั้ยคะ?
ตอบ เลิกจ้างก็การแสดงเจตนาขอยกเลิกนิติสัมพันธ์ความเป็นนายจ้างลูกจ้างโดยฝ่ายนายจ้าง ส่วนการสิ้นสุดสัญญาจ้างหมายถึงครบกำหนดระยะเวลามี่ตกลงกันแล้วไม่ทำสัญญาจ้างกันต่อไป แต่อย่างไรก็ตามทั้งสองประเภทนี้ก็จะได้รับเงินค่าชดเชยตามมาตรา ๑๑๘ เหมือนกันครับ

-หลังจากได้รับเงินเดือนเดือนสุดท้ายแล้ว ซึ่งเป็นจำนวนที่เคยได้มาตลอด คือเบิกโอทีได้ 5000 บาท มีการโอนเงินเข้าบัญชีเรียบร้อยตั้งแต่ 31 ม.ค. วันนี้ทางบุคลากรแจ้งมาอีกว่าต้องคืนเงิน 1400 บาท เพราะเดือนสุดท้ายเราเบิกได้แค่ 3600 ก่อนหน้านี้เคยมีการคุยประเด็นเรื่องค่าจ้าง ซึ่งมีการพูดทางวาจาว่าทุกอย่างยังได้เหมือนเดิม แต่พอจะมีการเรียกเงินคืนกลับทำเป็นหนังสือออกมาว่าเราต้องคืนเงิน เหตุการณ์แบบนี้จะดำเนินการยังไงเพื่อเรียกร้องสิทธิ์ของเราได้บ้างคะ
ตอบ อืมมมมม.ไม่ค่อยเข้าใจคำถามนี้ครับ ว่าเบิกเงินค่าโอทีได้ ๕ พัน คืออะไร เพราะปกติถ้าทำโอทีเท่าใดก็จะได้เงินตามที่ได้ทำจริงโดยคำนวณจากฐานค่าจ้างคูณด้วยชั่วโมงที่ทำโอที แต่กรณีที่ถามนี้น่าจะเป็นโอทีเเบบเหมาๆหรือเปล่าครับ...ต้องขอคำอธิบายเพิ่มละครับ

ขอให้โชคดีครับ

 ทนายพร

2
อ่านเรื่องราวแล้วก็น่าเห็นใจนะครับ แต่เมื่อเรื่องมันเกิดแล้วก็ว่ากันตามที่ฟ้าลิขิตละครับ เอาละ เข้าเรื่องเอาเป็นว่าทนายจะตอบตามที่ถามเลยนะครับ
1 พนักงานสามารถเรึยกร้องอะไรได้ไหม เงินเดือนจ่ายช้ามาก

ตอบ ท่านสามารถไปยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานให้ม่ีคำสั่งได้กรณีที่จ่ายช้าเกินกว่า ๓ วัน เพื่อเรียกดอกเบี้ยผิดนัดครับ

2 ถูกบริษัท นาย A หลอกให้มา บริษัท นาย B สามารถเรียกร้องอะไรได้ไหม

ตอบ ทนายไม่แน่ใจว่าคำว่า "หลอกให้มา" นั้นหมายถึงเราไม่รู้หรือถูกกลลวงให้มา เพราะเข้าใจว่าอายุงานจะต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามก็มีกฎหมายกำหนดไว้ในมาตรา ๑๓ แห่ง พรบ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ กำหนดว่า หากมีการโยกย้ายหรือเปลี่ยนตัวนายจ้างโดยลูกจ้างยังทำงานอยู่เหมือนเดิม สิทธิที่ลูกจ้างมีอยู่ต่อนายจ้างเดิมเช่นใดให้ลูกจ้างมีสิทธิเช่นว่านั้นต่อไป และให้นายจ้างใหม่รับไปทั้งสิทธิและหน้าที่อันเกี่ยวกับลูกจ้างนั้นทุกประการ ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า คงเรียกร้องเรื่องค่าชดเชยตามอายุงาน หากนายจ้างเลิกจ้างละครับ

3 บริษัท นาย B ผ่อนจ่ายชดเชย สามารถไม่รับได้ไหม อยากได้เป็นก้อน คับ เพราะขนาดเงินเดือนยังไม่ได้ครบเลย

ตอบ ก็แจ้งไห้พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งเลยครับ หากนายจ้างไม่ปฎิบัติตามคำสั่งก็ไปฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้มีคำพิพากษาและตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้ครบถ้วนต่อไปครับ

4 สมารถฟ้องสู้คดีกัย บริษัทนาย B ได้ไหมเรื่องอายุการทำงาน (ในใบรับรองเงินเดือน กับ บัตรพนักงาน บริษัท นับวันเริ่มงานต่อจากบริษัท เก่า เช่น รุบะวันเริ่มงาน 6/11/2008) สามารถเอาเป็นหลักฐานต่อสู้ไหมไหมคับ

ตอบ  จะตอบโดยไม่สอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมคงจะตอบได้ไม่เต็มปากว่าจะสู้ได้หรือไม่ได้ เอาเป็นว่าถ้ายึดถือกฎหมายตามมาตรา ๑๓ รูปคดีก็สวยอยู่นะครับ

ขอให้โชคดีครับ

ทนายพร

3
1. ถ้าในข้อบังคับบริษัทระบุว่า มาสายหักเงินครั้งละ 20 บาท หากสายเกิน 1 ชั่วโมงจะหักเงินครึ่งวัน ขัดต่อกม.หรือไม่?

ตอบ ขัดต่อกฎหมายแน่นอนครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสาย ๑ ชั่วโมงแต่หักเงินถึงครึ่งวัน มันเกินไปครับ ซึ่งท่านสามารถไปยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานให้สั่งคืนเงินให้ได้ครับ

2. ถ้าในข้อบังคับ ระบุว่า ลาป่วยได้ แต่ไม่ระบุว่าจะได้รับค่าจ้างไม่เกิน 30 วัน สามารถระบุในข้อบังคับได้หรือไม่  หรือสิทธิลาที่กม.กำหนดว่าได้รับค่าจ้าง (ลาป่วย ลาทหาร ลาทำหมัน ลาคลอด) ต้องระบุในข้อบังคับให้ชัดเจนว่า ลูกจ้างลาได้กี่วันและได้ค่าจ้างระหว่างลาเท่าไหร่?

ตอบ ปกติกฎหมายกำหนดให้แต่ละบริษัทต้องกำหนดข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานโดยอ้างอิงตามมาตรา ๑๐๘ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ๒๕๔๑ ซึ่งกำหนดว่าในข้อบังคับฯอย่างน้อยต้องประกอบด้วยข้อความใดบ้าง ซึ่งการลาและหลักเกณฑ์การลาก็ถูกกำหนดว่าต้องมีในข้อบังคับด้วยครับ

ทนายพร

4
กรณีที่จะได้สิทธิในวันหยุดพักผ่อนประจำปี หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า "พักร้อน" กฎหมายกำหนดว่าจะต้องทำงานให้ครบรอบปีเสียก่อนจึงจะมีสิทธิหยุดได้จำนวน ๖ วันหรือตามที่ตกลงกัน ดังนั้น ในกรณีที่ผู้ถามได้ถามมานั้นซึ่งอายุงานไม่ถึงปี สิทธิในการหยุดยังไม่เกิดเลยครับ จึงไม่สามารถที่จะหยุดได้ เว้นแต่นายจ้างได้กำหนดไว้ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานให้สามารถหยุดตามส่วนได้ครับ ซึ่งหากเป็นกรณีหลังนี้ ต้องนำข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานมาให้ทนายดู เพื่อจักได้วิเคราะห์และตอบคำถามได้อย่างถูกต้องไม่คลาดเคลื่อนครับ

ทนายพร

5
ครอบครองยาเสพติดเพื่อเสพ ๖ เม็ด ศาล(น่าจะ) พิพากษาจำคุก ๒ ปี ปรับ ๑๐,๐๐๐.- บาท โทษจำคุกรอลงอาญา ๒ ปีบำเพ็ญสาธารณะประโยชนื ๔๘ ชม. ที่่ตอบมาทั้งหมดนี้ เป็นกรณีที่ไม่เคยต้องโทษมาก่อนนะครับ แต่ถ้าในระหว่างที่รอลงอาญาในคดีความผิดครั้งก่อน ศาลจะเพิ่มโทษอีกกึ่งหนึ่งของโทษที่ศาลจะลงในความผิดครั้งหลัง ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายมาตรา ๙๗ แห่ง พรบ.ยาเสพติดนั้นเองครับ

ข้อกฎหมาย

มาตรา ๖๗  ผู้ใดมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ โดยไม่ได้รับอนุญาตและมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ หรือมีจำนวนหน่วยการใช้ หรือมีน้ำหนักสุทธิไม่ถึงปริมาณที่กำหนดตามมาตรา ๑๕ วรรคสาม ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา ๙๗  ผู้ใดต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกสำหรับความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ถ้ากระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้อีกในระหว่างที่ยังต้องรับโทษอยู่หรือภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษ หากศาลจะพิพากษาลงโทษครั้งหลังถึงจำคุก ให้เพิ่มโทษที่จะลงแก่ผู้นั้นอีกกึ่งหนึ่งของโทษที่ศาลกำหนดสำหรับความผิดครั้งหลัง

ทนายพร

6
อ่านเรื่องราวของผู้ถามแล้วก็มีประเด็นน่าสนใจทีเดียวว่า เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่
อย่างนี้ครับ

การที่จะบอกว่าเป็นข้อสัญญาที่เป็นธรรมหรือไม่เป็นธรรมนั้น ต้องดูองค์ประกอบหลายอย่าง ซึ่งสัญญาประเภทนี้จะเรียกกันโดยทั่วไปว่าสัญญาต่างตอบแทน และต้องผูกพันตนตามที่ได้สัญญาไว้ แต่ปัญหามักจะเกิดเนื่องจากคู่สัญญาอยากจะหลุดพ้นจาก "เงื่อนเวลา" ที่ได้ตกลงกันไว้ ก็มักจะเกิดปัญหา
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากเรื่องราวแล้ว ก็อาจจะเข้าข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมได้ เมื่อเทียบกับ"น้องคนหนึ่งในบริษัท" แต่ทั้งนี้การเที่ยบกันนั้น จะต้องเป็นตำแหน่ง,หน้าที่ ในระดับเดียวกับผู้ถามนะครับ แต่ถ้าไม่ใช่ก็จะนำมาเปรียบเทียบกันแบบร้อยเปอร์เซ็นต์คงไม่ได้ คงต้องมาพิจารณาตามสัญญาที่ได้ตกลงกันไว้ และที่คุณผู้ถามได้คิดคำนวณตามสัดส่วนนั้นก็เป็นเหตุผลที่ฟังได้ครับ
ส่วนข้อต่อรองกับบริษัทนั้น ก็เอาที่ท่านได้คำนวนนี้แหละไปคุย ถ้าบริษัทไม่ยอมฟังและคุณเองก็ไม่อยากจะทำงานแล้วก็ ออกเลยครับ แล้วไปต่อสู้เอา เพราะคิดว่าบริษัทคงตั้งเรื่องฟ้องแน่ โดยยกมาตรา ๑๔ แห่ง พรบ.คุ้มครองแรงงาน เพื่อให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัยให้ก็จะเป็นทางออกที่ดีที่สุดครับ

ขอให้โชคดีครับ

ทนายพร

7
เข้าเรื่องเลยนะครับ
ผู้ถามว่า
1.ถ้ามีการให้พนักงานรัฐวิสาหกิจทำล่วงเวลาเกิน 36 ช.ม.ต่อสัปดาห์ จะผิดกฎหมายหรือมีบทลงโทษตามกฎหมายหรือไม่ครับ
ตอบ แม้จะมีการทำงานล่วงเวลาเกินสัปดาห์ละ ๓๖ ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ก็ยังไม่ถือว่าผิดกฎหมาย เพราะมิได้มีกฎหมายห้ามในเรื่องการกำหนดชั่วโมงทำงานล่วงเวลา เมื่อไม่มีการกระทำอันอ้างว่าผิดกฎหมายจึงไม่มีบทลงโทษด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม การกำหนดชั่วโมงการทำงานล่วงเวลาได้กำหนดไว้สำหรับบริษัทที่จะเข้าร่วมโครงการ"มาตรฐานแรงงานไทย" หรือ มรท.นั่นเองครับ

2.หากข้อบังคับหรือข้อกฎหมายอื่นใดที่ออกตาม พรบ.แรงงาน แต่ รัฐวิสาหกิจยังไม่มีการออกระเบียบกำหนด รัฐวิสาหกิจต้องปฏิบัติตามข้อบังคับหรือข้อกฎหมายที่ออกตาม พรบ.แรงงานนั้นหรือไม่ครับ
ตอบ รัฐวิสาหกิจจะมีกฎหมายเฉพาะของตนเอง เมื่อยังไม่มีกฎระเบียบกำหนด จะไม่นำกฎหมายของเอกชนมาบังคับใช้แทนได้ เนื่องจากในกฎหมายแต่ละฉบับก็จะมีการกำหนดให้ใช้กับใคร? และยกเว้นหน่วยงานใด ดังเช่น พรบ.คุ้มครองแรงงาน ก็จะมีบอกไว้ในมาตรา ๔ ซึ่งได้ยกเว้นไม่บังคับใช้กับรัฐวิสาหกิจตาม (๒) ครับ

ทนายพร

8
ตอบคุณหมอตามที่สงสัยเลยนะครับ...อย่างนี้ครับ
คุณหมอถามว่า "จะเรียกร้องค่าเสียหายที่รพ.ได้บอกยกเลิกสัญญาก่อนกำหนดได้หรือไม่ ถ้าได้จะได้กี่เดือนหรือได้ค่าตอบแทนที่ควรจะได้จริงถ้าทำงานครบสัญญาหนึ่งปี (สัญญาระบุว่าแพทย์ไม่ได้เป็นลูกจ้าง)ทาง รพ.มีเงื่อนไขจ่ายค่าตอบแทนขั้นต่ำให้ แต่ดิฉันทำงานได้เกินการันตี ซึ่ง รพ.ก็จ่ายส่วนเกินให้ ไม่ทราบว่าจำนวนเงินที่เรียกร้องค่าเสียหาย จะเป็นค่าตอบแทนขั้นต่ำ หรือรายได้ที่ทำได้จริง

ตอบ ก่อนอื่นต้องพิจารณาก่อนว่า สัญญาจ้างหมอในโรงพยาบาลเอกชนนั้น เป็น "สัญญาจ้างแรงงาน" หรือ "สัญญาจ้างทำของ" แต่แนวโน้มจะเป็นสัญญาจ้างแรงงานนั้นค่อนข้างสูงที่เดียว เนื่องจากหมอยังต้องใช้เครื่องมืออุปกรณ์ของโรงพยาบาลในการทำงาน รวมทั้งยังมีอำนาจบังคับบัญชาได้ในระดับหนึ่ง อย่างนี้จึงเข้าองค์ประกอบของสัญญาจ้างแรงงาน ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ ถึงแม้ว่าจะระบุในสัญญาว่าเเพทย์ไม่ได้เป็นลูกจ้างก็ตาม เพราะประเด็นสัญญานี้จะเป็นปัญหาค่อนข้างมากในการคำนวณภาษีจ่าย เนื่องจากในการคำนวณภาษีสัญญาจ้างทั้สองประเภทคำนวณไม่เหมือนกันครับ

กลับมาพิจารณาจากข้อสงสัยที่คุณหมอได้ถามมา ว่าสามารถเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่ เพียงใด โดยมีข้อตกลงกันว่าจะจ้างกัน ๑ ปี อย่างนี้ เรียกว่าเป็นสัญญาจ้างแรงงาน "แบบมีกำหนดระยะเวลา" เมื่อนายจ้างบอกเลิกสัญญาจ้างจึงต้องรับผิดในค่าเสียหายในส่วนที่ขาดไปเต็มตามจำนวนหรือให้เข้าใจง่ายๆก็คือต้องจ่ายให้ครบตามสัญญาแม้ไม่ได้ทำงานนั้นเอง

ส่วนประเด็นว่าจะคำนวณจากเงินการันตีหรือรายได้ที่รับจริงเป็นฐานในการคำนวนนั้น เห็นว่า เมื่อรายได้ที่ทำได้จริงเป็นรายได้อนาคตที่ไม่อาจคำนวณได้แน่นอน จึงต้องใช้ฐานรายได้การันตีในการคำนวน อย่างไรก็ตาม ก็มีแนวคำพิพากษาของผู้พิพากษาบางท่านได้ให้ความเห็นว่า ให้คิดคำนวนโดยใช้ฐาน "เฉลี่ย" ของรายได้ที่ได้รับมาเป็นฐานคำนวนครับ ซึ่งประเด็นนี้ยังไม่มีแนวคำพิพากษาของศาลฎีกาได้วางหลักไว้ครับ ก็คงต้องหาคำตอบจากคำพิพากษาต่อไปครับ

ขอให้โชคดีครับ

ทนายพร

9
ถาม-ตอบปัญหากฎหมาย / Re: เป็นไปได้ไหมครับ
« เมื่อ: ธันวาคม 28, 2017, 10:46:27 AM »
เรียน คุณ amonpn.999@gmail.com
 
​ตามที่ท่านได้ถามคำถามไว้ในเว็บไซด์ ทนายพร.รับทราบคำถามแล้ว เเต่เนื่องจากท่านได้แนบไฟล์มาด้วย เกรงว่าจะมีผู้ไม่ประสงค์ดีนำไปใช้ประโยชน์ในทางเสียหาย ดังนั้น จึงได้ให้ admin ลบไฟล์แนบออก นะครับ

อนึ่ง สำหรับคำถาม มีข้อสงสัยคือ เงินที่ถูกโอนไปคือเงินของ หจก.หรือเงินสวนตัวครับ หากเป็นเงินส่วนตัว ในทางกฎหมายถือเป็นความบกพร่องของคุณด้วยที่ให้เอกสารหลักฐานในการถอนเงินให้กับเค้าไป

แต่ถ้าเป็นบัญชี หจก. อันนี้อาจจะเข้าองค์ประกอบฉ้อโกงได้ หากมีหลักฐานยืนยันได้ว่า มีการยักย้ายถ่ายเทเงินไปเป็นของตนโดยทุจริต ​ก็สามารถแจ้งความดำเนินคดีต่อพนักงานสอบสวนได้ครับ ทั้งนี้ จะต้องแจ้งภายใน 3 เดือน "นับแต่" วันที่รู้นะครับ ไม่งั้นจะขาดอายุความ

หรือหากสงสัยก็โทรสอบถามได้ครับ

ทนายพร

10
ค่าเบี้ยเลี้ยงหรือค่าครองชีพ(แล้วแต่จะเรียก) หรือแม้แต่ค่าจ้าง หากนายจ้างมาขอลด แล้วลูกจ้างยินยอมก็สามารถทำได้นะครับ แต่ถ้าไม่ยินยอมอันนี้ลดไม่ได้ แต่ปัญหาก็จะตามมาเพราะอำนาจการต่อรองไม่เท่ากัน อาจจะถูกกลั่นแกล้งหรือกระทำการใดๆอันไม่สามารถทนทำงานต่อไปได้ เป็นต้น ดังนั้น กรณีที่ถามมา จะต้องดูว่า Allowance เนี๊ยะมี “เงื่อนไข” การจ่ายหรือไม่ เช่น ขาดลามาสายก็ยังได้ จ่ายให้เป็นประจำเท่ากันทุกๆเดือนเพื่อตอบแทนการทำงาน อย่างนี้ก็ไม่เป็นไรครับ คงเป็นการแยกรายการที่ไม่ส่งผลกระทบเพราะอย่างไรเสียมันก็คือ “ค่าจ้าง” แต่ถ้า Allowance มีเงื่อนไขละทีนี้ยุ่งล่ะ เพราะค่าจ้างจะถูกลดลงมา ซึ่งส่งผลต่อค่าชดเชย ค่าล่วงเวลา หรือเงินอื่นๆที่คำนวณจาก “ค่าจ้าง” ลองพิจารณาดูครับ

ทนายพร

11
ทนายตอบตามที่ถาม เข้าเรื่องเลยนะครับ เวลามีน้อยๆ..555
1.ถ้าผมโดนเลิกจ้าง จะได้เงินชดเชย ตามมาตรา 118 หรือไม่ครับ?
ตอบ ถ้าวิเคราะห์เท่าที่เล่ามา คงยากครับ เพราะเท่าที่เล่ามานิติสัมพันธ์ความเป็นลูกจ้างนายจ้างกันนั้นเบาบางมากนะครับ จะเข้าองค์ประกอบเรื่องสัญญาจ้างทำของละครับ

2.ถ้าผมโดนเลิกจ้างด้วยวาจา ควรดำเนินการอย่างไร ครับ (ไม่มีบัตรตอก,ไม่มีประกันสังคม บริษัท)
ตอบ คงทำอะไรไม่ได้มาก แต่ก็ไม่ตัดโอกาสให้ไปร้องพนักงานตรวจแรงงานและอธิบายเรื่องนิติกรรมอำพรางว่าเป็นสัญญาจ้างทำของแต่แท้จริงแล้วเป็นสัญญาจ้างแรงงาน เพราะนายจ้างยังมีอำนาจบังคับบัญชา เช่น ถ้าจะลาก็ต้องขออนุญาต หรือนายจ้างมีให้คุณให้โทษกับเราได้ อะไรประมาณนี้ แล้วให้พนักงานตรวจแรงงานไปวินิจฉัยเอาครับ

3.เงินค่าชดเชยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ทุก ๆ 7 วัน ในมาตรา 9 นี่ คุ้มครองแรงงานเคยบังคับใช้ หรือ เปล่า ครับ (ข้อนี้ คนในบริษัท เคยออกจากงาน แล้วทาง บริษัท ดึง เงิน ไว้ ประมาณ 10-20 วัน แล้วแต่คน และคนพวกนี้ได้แต่มาบ่น ผมเลยแนะนำให้เค้าไป คุ้มครองแรงงาน แต่ เค้าแค่โทรไป คุ้มครองแรงงานเลยโทรมาที่ บริษัท แล้วทาง บริษัท รีบจ่ายเงินเลย ครับ)
ตอบ ใช้กันเยอะครับ แต่ทั้งนี้ เวลาเขียนคำร้อง (คร.7) ก็ต้องระบุให้ชัดเจนว่า ต้องการเรียกดอกเบี้ยเงินเพิ่มตามมาตรา 9 นะครับ หากไม่เขียนขอไปพนักงานตรวจแรงงานอาจไม่คิดคำนวณให้ก็ได้นะครับ

4.พนักงานทุกคนที่ตอกบัตร(ยกเว้นผม) ถ้าไม่สบายต้องมีใบรับรองแพทย์ แม้ 1 วัน ต้องมีมาแสดง ไม่อย่างนั้นจะโดนหักเงินตอนสิ้น เดือน คนพวกนี้ไม่กล้าไป คุ้มครองแรงงาน เนื่องจากกลัวโดนไล่ออก คุณ ทนายพร พอจะมีคำแนะนำ ยังไงบ้าง ครับ
ตอบ คงต้องให้ความรู้กันต่อไปครับ และถ้าโดนหักค่าจ้างก็ไปร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานให้สั่งจ่ายได้ แต่คำถามที่สำคัญคือ กล้าพอหรือไม่? เท่านั้นเองครับ

ทนายพร

12
1.หากดิฉันทำใบลาออกเสนอควบคู่ไปกับสัญญาจ้างแล้วผลทางกองพิสูจน์หลักฐานแจ้งว่าดิฉันบริสุทธิ์ แต่เราเขียนใบลาออกไปแล้ว แต่บริษัทจะใช้ใบลาออกนี้ กับฉันในทางอื่นด้วยหรือไม่(ในกรณีหากบริษัทคิดจะเอาเปรียบ)เช่น ดิฉันทำงานให้กับบริษัทโดย ปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด เมื่อ พ้นระยะเวลาทดลองงาน 90 วัน และบริษัทแจ้งให้ออกโดยเขียนใบล่วงหน้าไว้แล้ว อย่างนี้บริษัทจะกระทำกับเราได้หรือไม่
ตอบ ไม่ต้องกังวลไปนะครับ เดี๋ยวเมื่อได้ทำงานแล้วจะไม่มีความสุขซะเปล่าๆ เอาเป็นว่า การที่บริษัทให้ทำหนังสือลาออกไว้ก่อนเข้าทำงานนี่ก็แปลกแระ แต่จะตอบตามหลักกฎหมายก็คือ การลาออกคือการแสดงเจตนาที่ไม่ประสงค์จะผูกสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานโดยใจสมัคร ดังนั้น ในกรณีนี้การเซ็นต์ใบลาออกล่วงหน้า (เข้าใจว่าไม่ลงวันที่) ก็ไม่ได้มีผลอะไร เพราะหากท้ายที่สุดบริษัทเลิกจ้างโดยที่ลูกจ้างไม่ได้ทำผิดก็ยังสามารถฟ้องต่อศาลได้ครับ หากนายจ้างนำเอาใบลาออกมาเป็นหลักฐานว่าเราเป็นฝ่ายเขียนใบลาออกเอง ก็ต่อสู้ว่าเราไม่ได้ลาออก แต่นายจ้างบังคับให้เขียนในวันที่เข้าทำงาน และก็ส่งใบลาออกนั้นไปพิสูจน์สีหมึกว่าไม่ใช่แท่งเดียวกับที่เขียนข้อความในใบลาออกเท่านี้ก็สู้ได้แล้วครับ

2.และในกรณีใบลาออก หากผลตรวจอาชญากรออกมาเป็นหลักฐานยืนยัน ใบนั้นจะสิ้นสุดเป็นโมฆะทันทีเลยไหมค่ะ
ตอบ ตามข้อ ๑ ครับ

3.ความรู้สึกที่ให้เขียนใบลาออกพร้อมเซ็นหนังสือสัญญาจ้างไม่เคยเจอมาก่อน เลย้ริ่มเกิดความไม่ยุติธรรมกับตัวดิฉัน ซึ่งแสดงว่า บริษัท พอใจจะเลิกจ้างดิฉันเมื่อไหร่ก็ได้อย่างนั้นหรือ
ตอบ เป็นการสร้างอำนาจต่อรองมากกว่าครับ ข้อแนะนำของทนายคือ อย่างไปทำเลยครับบริษัทนี้ เมื่อจะสร้างความสัมพันธ์ความเป็น “นายจ้าง” กับ “ลูกจ้าง” และต้องทำงานด้วยกันแล้ว ก็ไม่ควรจะตั้งเงื่อนไขให้เป็นที่กังวล และควรไว้ใจซึ่งกันและกัน แต่นี่กลับมาสร้างอำนาจต่อรองบนความไม่เท่าเทียมเช่นนี้ เป็นผม คงไม่ทำงานกับบริษัทนี้แน่นอนครับ

4.หากเกิดความไม่เป็นทำกับดิฉันจริงๆ ดิฉันจะใช้หลักฐานอย่างไรป้องกันตัวเองคะ เพราะ สัญญาจ้าง ที่ให้เซ็นมีแค่ บัวบเดียว และเขายังไม่ทำสำเนาให้กับดิฉัน
ตอบ ขอให้จำข้อความไว้ให้ได้ ถ้าจำไม่ได้ก็จดไว้ ถ่ายรูปไว้ เพราะสัญญาจ้างแรงงานปกติไม่จำเป็นต้องทำเป็นหนังสือ หากทำเป็นหนังสือคู่สัญญาก็มีสิทธิที่จะได้รับเอกสารดังกล่าวยึดถือไว้ เอาเป็นว่า หากถูกเลิกจ้างโดยที่คุณไม่ได้ทำผิดก็สามารถฟ้องร้องต่อศาลเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมได้ครับ

ขอให้โชคดีครับ

ทนายพร

13
ถาม-ตอบปัญหากฎหมาย / Re: การลดเงินเดือน
« เมื่อ: ธันวาคม 03, 2017, 02:40:11 AM »
ขออภัยที่ตอบช้านะครับ เข้าใจว่า มารออ่านคำตอบอยู่หลายวัน แต่ทนายก็ไม่ตอบซะที กระทั่งต้องโทรมาถามเอาคำตอบ..ฮา

เอาเป็นว่าทนายตอบดังนี้ครับ

กรณีที่ปรับลดตำแหน่ง ตามกฎหมายแล้วหากลูกจ้างไม่ยินยอม จะลดตำแหน่งไม่ได้ครับ หากฝ่าฝืนก็จะเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม ก็มีสิทธิที่จะฟ้องเพิกถอนคำสั่งและคืนสิทธิได้ครับ
อนึ่ง ในการเซ็นต์เอกสารใดๆก็ดี พึงระวังข้อความของเอกสารด้วยนะครับว่า ข้อความใดที่ทำให้ลูกจ้างเสียประโยชน์ก็ขีดฆ่าออกและเซ็นต์ชื่อกำกับไว้ เพราะมิเช่นนั้น การเซ็นต์เอกสารเพียงครั้งเดียวอาจทำให้ลูกจ้างเสียสิทธิและเเพ้คดีอย่างคาดไม่ถึงเลยทีเดียวครับ

เอาเป็นว่า ถ้าไม่อยากเซ็นต์ก็ไม่ต้องเซ็นต์ครับ ซึ่งต่อไปก็ต้องรับแรงกดดันให้ได้นะครับ เพราะนายจ้างก็จะต้องหาวิธีกลั่นแกล้งเราต่างๆนานาจนกว่าเราจะไม่สามารถทนทำงานต่อไปได้ อันนี้ก็อยู่ที่การตัดสินใจนะครับเพราะเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นเยอะครับที่นายจ้างมักไม่คำนึงถึงความถูกต้องตามหลักกฎหมาย

ให้กำลังใจครับ

ทนายพร

14
ตอบตามที่ถามเลยนะครับ และขอเน้นย้ำอีกครั้งนะครับว่า ทนายจะตอบคำถามกรณีที่เป็นปัญหาที่เกิดจากการดำรงชีวิตประจำวันแล้วเกิดปัญหาเท่านั้น ส่วนที่จะให้วินิจฉัยข้อกฏหมายเพื่อที่จะไปประกอบการเรียนหรือการสอบนั้น ท่านสามารถค้นคว้าได้ตามคำพิพากษาฏีกา ก็จะเป็นการพัฒนาการตีความกฎหมายและดีต่อผู้เรียนมากว่าครับ

อย่างไรก็ตาม เมื่อถามมา ทนายก็จะตอบให้ตามที่ถามเลยครับ

1. ถ้าการชำระหนี้ตกเป็นพ้นวิสัยขณะลูกหนี้ผิดนัด (แต่พ้นวิสัยเพราะความผิดบุคคลภายนอก) เมื่อลูกหนี้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่เจ้าหนี้ไปแล้วตามมาตรา 217 ลูกหนี้จะรับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้ในการเรียกค่าสินไหมทดแทนคืนจากผู้ทำละเมิดตามม.227 ได้หรือเปล่าคะ
(อ่านในหนังสือ เจอแต่ตัวอย่างกรณีสัญญาประกันภัย)

ตอบ หลักการเดียวกันกับสัญญาประกันภัยครับ โดยอาศัยหลัก ป.แพ่ง ม.๒๒๗ ดังว่าครับ

2. แล้วถ้าเจ้าหนี้ได้รับค่าสินไหมจากลูกหนี้(บนฐานเรื่องการผิดนัด)แล้ว เจ้าหนี้จะไปเรียกร้องค่าสินไหมจากผู้ทำละเมิดอีกในฐานะที่ตนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิได้ไหมคะ แล้วจะเรียกได้เท่าไหร่(เต็มจำนวนไหมคะ)
(จะเหมือนกรณีที่ผู้เสียหายได้รับเงินจากบริษัทประกัน หรือเงินสวัสดิการอื่นๆ แล้วยังมีสิทธิเรียกค่าสินไหมจากผู้ทำละเมิดหรือเปล่าคะ)

ตอบ หากเจ้าหนี้ได้รับค่าสินไหมครบจำนวนแล้ว ก็ถือว่าไม่ได้รับความเสียหายแล้ว คงเรียกค่าสินใหม่อีกไม่ได้ เพราะจะเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ตาม ม.๕ กรณีที่จะเรียกค่าสินไหมเพิ่มเติมได้ก็ต้องเป็นกรณีที่ยังไม่ได้ค่าสินไหมหรือค่าเสียหายไม่ครบถ้วนตามที่”ควรจะได้” เช่น ทำสัญญาประกันไว้ ห้าพันบาท บริษัทประกันจ่ายให้ ห้าพันบาท ตามสัญญา แต่ความเสียหายเกิดขึ้นคิดเป็นเงินหนึ่งหมื่นบาท ในกรณีอย่างนี้ ก็สามารถเรียกค่าสินไหมในส่วนที่ขาดไปกับผู้ทำละเมิดได้อีกห้าพันบาท เป็นต้น

เช่น ก. ซื้อรถยนต์จาก ข. กำหนดส่งมอบพรุ่งนี้ ปรากฎว่า ข. ไม่ยอมส่งมอบรถยนต์ตามเวลาที่ตกลงกัน (ข. ผิดนัด) ขณะผิดนัด นาย ค.บุคคลภายนอก ขับรถมาชนรถยนต์ของนาย ก. เสียหาย เช่นนี้ ใครจะเป็นผู้มีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนคะ(ก. เจ้าของรถยนต์ หรือ ข)
ตอบ อย่าคิดเยอะครับ เมื่อ ก. ซื้อรถแล้วแต่ยังไม่ส่งมอบ ก. ก็ไม่ต้องรับรถ  ไปหาซื้อคันใหม่ เพราะถือว่า ข.ผู้ขายผิดสัญญา ง่ายกว่าครับ ส่วนความเสียหายที่เกิดขึ้นกับรถยนต์ของ ข. ก็ให้ ข.ไปเรียกค่าสินไหมจาก ค. ซึ่งเป็นผู้ทำละเมิดดีกว่าครับ

3. กรณีม.228 หากทรัพย์เพียงบุบสลาย (มิได้ถึงขนาดทำให้การชำระหนี้พ้นวิสัย) แต่ผู้ทำละเมิดได้ให้ของแทนแก่ลูกหนี้ เจ้าหนี้จะเรียกให้ส่งมอบของนั้นได้ไหม / หรือเจ้าหนี้จะเรียกค่าสินไหมจากผู้ทำละเมิดตามมาตรานี้ได้ไหมคะ
ตอบ กรณีจะให้ลูกหนี้ส่งมอบของแทนนั้น จะต้องเป็นกรณีตาม ม.๒๒๘ และเป็นกรณีที่การชำระหนี้เป็นการพ้นวิสัย เจ้าหนี้จึงจะสามารถเรียกให้ลูกหนี้ส่งมอบของนั้นได้ หากเป็นเพียงบุบสลาย จะนำ ม.๒๒๘ มาปรับใช้ น่าจะไม่ถูกต้องครับ ลองกลับไปอ่านและทำความเข้าใจ ม.๒๒๘ อีกครั้งนะครับ

ขอถามเรื่องอื่นด้วยนะคะ
4. กรณีที่มีเจ้าหนี้สามัญหลายคนเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ แต่ลูกหนี้มีทรัพย์สินไม่พอ จะต้องเฉลี่ยทรัพย์สินของลูกหนี้ให้เจ้าหนี้ทุกคนเท่าๆกัน หรือเฉลี่ยให้ตามสัดส่วนที่ลูกหนี้เป็นหนี้อยู่คะ

ตอบ ก่อนอื่นต้องดูก่อนว่าหนี้นั้น เป็นชำระหนี้ที่แบ่งได้หรือไม่ได้ หากเป็นหนี้ที่สามารถแบ่งชำระได้ ก็ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามส่วนเท่าๆกัน แต่หากเป็นหนี้ที่ไม่สามารถแบ่งชำระหนี้ได้  และมีบุคคลหลายคนเป็นเจ้าหนี้ ถ้าบุคคลเหล่านั้นมิได้เป็นเจ้าหนี้ร่วมกัน ลูกหนี้ได้แต่จะชำระหนี้ให้ได้ประโยชน์แก่บุคคลเหล่านั้นทั้งหมดด้วยกัน และเจ้าหนี้แต่ละคนจะเรียกชำระหนี้ได้ก็แต่เพื่อได้ประโยชน์ด้วยกันหมดทุกคนเท่านั้น ให้ไปดู ม.๒๙๐ และ ม.๓๐๒ นะครับ

ทนายพร

15
ก็เป็นเรื่องปกติของการรับทุนที่จะต้องใช้คืนทุนตามที่ได้ตกลงกัน ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวต้องไม่เอาเปรียบอีกฝ่ายหนึ่งจนเกินควร หากเป็นข้อตกลงที่เอาเปรียบคู่สัญญาเกินควรในทางกฎหมายศาลก็มีอำนาจที่จะปรับให้เท่าที่ควรได้

จากคำถาม ถามว่า จะทำอะไรได้มั๊ย?

เอาเป็นว่า ทนายให้คำแนะนำในการดำเนินการดังนี้ครับ
๑.ให้ทำ "หนังสือ" ขอสำเนาเอกสารข้อตกลงเรื่องการรับทุนมาเพื่อศึกษาช่องทางกับทางบริษัทอย่างเป็นทางการ ไม่ขอด้วยวาจา หรือฝากใครขอ เพื่อเอกสารฉบับนี้จะเป็นหลักฐานในชั้นศาลได้
๒. หากขอไปแล้วก็ยังไม่ได้สำเนาเอกสาร ให้ไปที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในพื้นที่ที่ลูกจ้างทำงานอยู่ ไปขอความอนุเคราะห์จากเจ้าหน้าที่(พนักงานตรวจแรงงาน)ให้มีคำสั่งเรียกเอกสารมาจากนายจ้างได้เหมือนกันครับ

แต่สิ่งที่ทนายกังวลก็คือ แฟนของคุณจะรับแรงกดดันได้มากน้อยเพียงใด เพราะในระหว่างการดำเนินการในเรื่องนี้นั้น ก็คงจะสร้างความระคายเคืองใจต่อนายจ้างเหมือนกันนะครับ แล้วจะทำงานกันต่อไปอย่างไร

หรือคิดว่า ไม่ทำแล้ว ก็ลองปรึกษาแฟนของคุณดูนะครับว่า ที่รับทุนไป รับไปเท่าไหร่? คิดคำนวณการทำงานคืนทุนไปกี่ปี หารค่าเฉลี่ย หากไม่มากนักพอรับยอดเงินหากบริษัทฟ้องได้ ก็ลาออกเลยครับ ซึ่งแน่นอนว่า บริษัทก็คงจะจ้างทนายไปฟ้องศาลเพื่อเรียกค่าเสียหายจากข้อสัญญารับทุน ทีนี้ คุณก็ไปตั้งเรื่องสู้เรื่อง "ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม" ซึ่งหากศาลเห็นว่า แฟนของคุณชดใช้ทุนไปเหมาะสมกับระยะเวลาแล้ว ก็อาจไม่ต้องเสียเงินเพิ่มก็อาจเป็นได้ครับ หรือหากศาลเห็นว่าแฟนคุณยังชดใช้ทุนไม่เพียงพอ ศาลก็มีิสิทธิที่จะกำหนดค่าเสียหายให้เหมาะสมได้ครับ

หรืออาจโชคชะตาฟ้าลิขิต บริษัทอาจจะไม่ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายเพราะไม่คุ้มกับค่าทนายความ ก็ถือว่าเลิกแล้วต่อกันไป ก็อาจเป็นได้นะครับ

ขอให้โชคดีครับ

ทนายพร

หน้า: [1] 2 3 ... 16